อาชีพเสริมยอดฮิต ขยันทำเงิน สร้างรายได้หลักแสน

ขายภาพออนไลน์ รายได้หลักแสน

ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ต้องบอกได้เลยว่ารายได้จากช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียวคงไม่ดีแน่ โดยเฉพาะคนที่ผ่านประสบการณ์ปิดเมืองจากโควิด-19 ทำเอาหลายคนตกงาน ต่างหาอาชีพเสริม จนสร้างรายได้กลายเป็นอาชีพหลักได้ บางคนต้องหารายได้ให้ได้อย่างน้อย 2 ช่องทาง เผื่อฉุกเฉินหากช่องทางหลักได้รับผลกระทบ วันนี้เราจึงมาแนะนำอาชีพเสริมยอดฮิต หากขยันทำจริง และพบกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมก็สามารถที่จะสร้างรายได้หลักแสนได้

ขายของออนไลน์ – เป็นหนึ่งในอาชีพในดวงใจหลาย ๆ คน เพราะไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องเสียค่าเช่า เพียงใช้ช่องทางผ่านโซเชียลมีเดียที่มีให้ใช้ฟรี โปรโมทเพื่อขายสินค้าได้หลากหลายชนิด หรือจะใช้บริการเว็บขายของออนไลน์ยอดนิยมก็ไม่มีใครว่า เพียงเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์ รับรองรุ่ง

ฟู้ด เดลิเวอรี่ – จะเห็นว่าในสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา อาชีพขับรถส่งอาหารได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่คนขับรถส่งอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชันอีกด้วย เพียงแค่มีรถจักรยานยนต์เป็นของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างรายได้จากการขับรถส่งอาหารได้แล้ว

ทำอาหารขาย – หากคุณมีฝีมือในการทำอาหารและมีความคิดสร้างสรรค์ บอกได้เลยว่าปังมาก เมื่อร้านอาหารไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านอีกต่อไป เพียงสมัครเข้าร่วมร้านค้ากับแอปพลิเคชันส่งอาหาร จะอยู่คอนโด หอพัก บ้านจัดสรร ก็สามารถขายอาหารตามที่ต้องการ แถมมีคนมารับอาหารไปส่งให้ลูกค้าอีกด้วย

ขายภาพออนไลน์ – รู้หรือไม่แค่รูปถ่ายหน้าคุณในอิริยาบถเดียวแบบต่อเนื่องนานหนึ่งปีก็สามารถขายได้เป็นเงินหลักล้านบาทได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงมาแล้วกับชายหนุ่ม ชาวอินโดนีเซีย ที่ประกาศขายรูปถ่ายหน้าตนเองต่อเนื่องทุกวันเป็นระยะเวลา 1 ปี บนแพลตฟอร์ม NFT สร้างรายได้มากกว่า 20 ล้านบาท แล้วคุณจะไม่ลองทำบ้างหรือ

เขียนบทความออนไลน์ – ปัจจุบันคอนเทนต์ประเภทบทความกำลังได้รับความนิยมและสามารถทำงานอยู่ที่บ้านได้ด้วย เพียงคุณมีความรู้ ทักษะการใช้ภาษาและคอมพิวเตอร์ ก็สามารถสร้างรายได้จากการเขียนบทความออนไลน์ได้ มีทั้งรับงานตรงหรือเขียนผ่านเว็บคอนเทนต์ สามารถสร้างรายได้ให้คุณแบบไม่จำกัดได้

สำหรับใครที่กำลังมองหาอาชีพเสริมและต้องการสร้างรายได้ออนไลน์ ลองพิจารณาอาชีพที่แนะนำข้างต้นได้ รับรองได้เลยว่าอาชีพดังกล่าวอาจเปลี่ยนเป็นอาชีพหลักให้คุณได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายอาชีพให้คุณได้เลือกตามความถนัด เช่น เป็นติวเตอร์ออนไลน์, รับจ้างล้างแอร์ หรือเข้าร่วมกับบริษัทขนส่งเอกชนเพื่อรับจ้างส่งของ อย่าลืมว่าในปัจจุบันหากมีรายรับเพียงทางเดียว ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก ควรหาทางเพิ่มทักษะและสร้างช่องทางหารายได้ไว้อีกหลายทาง ทำให้มั่นใจว่าจะมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี

อาชีพเสริมน่าทำ สำหรับพนักงานออฟฟิศ 2565

ล่ามออนไลน์

พนักงานออฟฟิศเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากไวรัส covid ระบาด ก็ทำให้หลายบริษัทต้องปิดตัวลงหรือปรับลดเงินเดือนพนักงาน หลายคนจึงเริ่มมองหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มเงินเก็บและอาจเป็นอาชีพสำรองในอนาคตได้ด้วย แม้จะไม่ใช่งานทำที่บ้านทั้งหมด แต่นี่เป็น 4 ตัวเลือกสำหรับคนที่อย่างสร้างรายได้นอกเวลางานหลักในยุค WFH

รับจ้างเขียนบทความ

การเขียนบทความเพื่อขายสำหรับเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นช่องทางที่ดีสำหรับคนที่ชอบการขีดเขียน ช่วยสร้างรายได้เสริมได้เดือนละหลายพันบาท เพียงใช้เวลาหลังเลิกงานในการหาข้อมูลและพิมพ์ส่งในระบบออนไลน์ มีหลายเว็บไซต์ที่ต้องการคนมีประสบการณ์ในการวิเคราะห์เรียบเรียงและค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำไปเขียนบทความที่มีคุณภาพสูงในหลาย ๆ ศาสตร์วิชาความรู้ โดยให้ค่าตอบแทนเป็นรายชิ้นหรือรายเดือนตามที่ตกลงกัน

เป็นล่าม

หลายคนที่ทำงานในบริษัทต่างชาติ จะมีความสามารถพิเศษกว่าคนอื่นในการฟังพูดอ่านเขียนภาษาที่สาม เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ภาษาเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้เพิ่ม หากไปสมัครรับงานเป็นล่ามในงานอีเวนต์ต่าง ๆ ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ที่ไม่ตรงกับเวลาการทำงาน ทั้งนี้ในปี 2565 มีบริษัทจำนวนมากต้องใช้ล่ามเพื่อแปลระหว่างประชุมออนไลน์ทาง ZOOM ดังนั้น การมองหางานเสริมเป็นล่ามภาษาแบบเฉพาะกิจเป็นครั้งคราว ก็เป็นงานที่น่าสนใจไม่น้อย

ทำอาหาร-ขนมขาย

การทำอาหารคาวหวาน ทั้งแนวขนมไทยและเบเกอรี่กำลังได้รับความนิยมจากคนทำงานออฟฟิศที่อยู่ในช่วง work from home เพราะสามารถหาซื้ออุปกรณ์จากห้างสรรพสินค้าทั่วไปได้ ตั้งแต่เครื่องอบ ปิ้ง ย่าง เตา หม้อ ฯลฯ รวมถึงวัตถุดิบ เช่น แป้ง ไข่ น้ำตาล กะทิ น้ำพริกเผา หมูหย็อง ฯลฯ เพียงเปิดคลิป youtube และหัดทำตามก็สามารถพัฒนาเป็นสูตรเฉพาะตัวและรับออเดอร์ส่งขายเพื่อที่ทำงานในบริษัทเดียวกันหรือขายในกลุ่ม Line ต่าง ๆ ได้แล้ว

เป็นยูทูบเบอร์

มีคำกล่าวว่าการเป็นยูทูบเบอร์ที่ดีควรเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองถนัดและสนใจเป็นพิเศษ ถ้าคุณเป็นพนักงานออฟฟิศที่อยู่ในสายการบัญชีหรือธนาคาร คุณก็สามารถที่จะนำความรู้ในเรื่องของการคำนวณต้นทุนกำไร การทำบัญชีรายรับรายจ่ายแบบง่าย หรือแบ่งปันความรู้ทางการเงินการลงทุนให้ผู้คนได้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและใช้ได้จริง ในเวลาไม่นานก็จะมีรายได้จากสปอนเซอร์และจำนวนยอดวิวทาง youtube เดือนละหลายหมื่นได้

อาชีพเสริมสำหรับพนักงานออฟฟิศนั้นมีอยู่มากมาย การมองหาเวลาว่างสร้างรายได้แทนการมานั่งลุ้น ผลบอล7m ให้เสียเวลาปล่าวย่อมดีกว่ากันเยอะ เพียงเลือกสิ่งที่ชอบและแบ่งเวลาให้เหมาะสม ใช้เวลานอกเหนือจากเวลางานจะไม่ถูกตำหนิจากเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานอย่างแน่นอน หากทำสม่ำเสมอ เราเชื่อว่าคุณจะมีรายได้เสริมมากขึ้นที่เพิ่มความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเองได้

ข้อดีของการทำงานที่บ้าน 2022

ข้อดีของการทำงานที่บ้าน 2022

การทำงานในปัจจุบันมีทางเลือกหลากหลาย เราสามารถทำงานได้จากที่บ้านหรือทำงานในออฟฟิศ รวมถึงร้านกาแฟที่มีบริการให้ใช้พื้นที่ทำงาน ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ในส่วนของการทำงานที่บ้านหรือ work from home จะมีข้อดีอะไรบ้างนั้นมาดูพร้อมกันเลย

1. มีเวลาอยู่กับครอบครัวในที่คุ้นเคย 

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของการทำงานจากที่บ้าน คือ ได้อยู่ในบ้านของเราเองกับครอบครัว พร้อมหน้าพร้อมตาด้วยพ่อแม่ พี่น้อง ภรรยาและลูก ทำให้มีความรู้สึกอบอุ่นเหมือนทุกวันไม่ใช่วันทำงาน หันไปทางไหนก็มีแต่คนที่รักและทำให้มีกำลังใจในการทำงานไม่ว่าจะยากแค่ไหน

2. สามารถทำงานได้หลายอย่างพร้อมกัน

การทำงานจากที่บ้านนั้น เราสามารถจัดสรรเวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้นและไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทาง สามารถทำงานที่หัวหน้างานมอบหมาย ควบคู่กับการเล่นหุ้นจากหน้าจอมือถือ การรับทำงานฟรีแลนซ์ต่าง ๆ เสริมได้ โดยไม่มีใครว่า อีกทั้งยังสามารถช่วยทำงานบ้านเป็นครั้งคราวได้ เช่น ช่วยทำอาหารบางมื้อ ช่วยดูแลลูก เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก เป็นต้น

3. ลดค่าใช้จ่าย

ต้องยอมรับว่าค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางเป็นสิ่งที่ทำให้เงินในกระเป๋าของเราทุกคนลดลง การขับรถที่เป็นระบบน้ำมันไม่ว่าจะเบนซินหรือดีเซลโดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าระบบไฮบริด-รถไฟฟ้า แม้จะใช้เส้นทางสาธารณะ เช่น รถโดยสารประจำทาง ก็ยังมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนแล้วเป็นหลักพันบาท การทำงานจากที่บ้านเท่ากับเราประหยัดเงินส่วนนี้ไว้เพื่อการออมในระยะยาวได้มากขึ้น

4. ลดความเสี่ยงการเจ็บป่วย

เราสามารถดูแลความสะอาดได้อย่างทั่วถึงในบ้านของเราเอง ทำให้ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ แต่หากเราเดินทางออกไปนอกบ้าน จะมีโอกาสได้รับเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินหายใจมากขึ้น เช่น ไวรัสโควิด ไข้หวัด วัณโรค ฯลฯ หากสมาชิกในบ้านมีผู้สูงวัยก็เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงโรคเหล่านี้แก่ท่านเหล่านั้นได้ ดังนั้นเรื่องของสุขภาพกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้าม

5. มีเวลาออกกำลังกายมากขึ้น

หลายคนที่มักพูดว่า ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้ดูอ้วนและแก่กว่าวัย หากทำงานที่บ้านและจัดตารางเวลาให้ลงตัว จะมีเวลาในการดูแลตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าการกระโดดเชือก การวิดพื้น การเต้นแอโรบิกหรือการซื้อเครื่องออกกำลังกายมาเพื่อใช้เองในครอบครัว ก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีด้านสุขภาพแน่นอน

การทำงานที่บ้านกำลังเป็นที่นิยม เราทุกคนต้องปรับตัวกับรูปแบบการสั่งงานที่แตกต่างไป เช่น สั่งงานผ่านระบบข้อความหรือไลน์ ส่งงานเป็นไฟล์ผ่านทางอีเมล การระดมความคิดกับทีมหรือประชุมต่าง ๆ ผ่านทางระบบซูม ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเอกสารและประหยัดเวลาได้อย่างมากด้วย

การทำงานที่บ้านมีข้อดี – ข้อเสียอย่างไรบ้าง

การทำงานที่บ้านมีข้อดี - ข้อเสียอย่างไรบ้าง

หลายคนไม่เคยทำงานที่บ้านมาก่อนรู้สึกกังวลเรื่องแบ่งเวลางานกับชีวิตส่วนตัวจากกันได้ยาก เกรงว่าจะไม่มีสมาธิเหมือนกับการทำงานในออฟฟิศ มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าการทำงานที่บ้านมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร

ข้อดีของการทำงานที่บ้าน

1.ความยืดหยุ่นและคล่องตัว
ในยุคโควิด-19 นายจ้างจำนวนมากเปลี่ยนมาใช้นโยบายทำงานจากที่บ้านและจัดตารางการทำงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น อย่างน้อยก็มีวันทำงานจากที่บ้านเพิ่มมากขึ้น เมื่อไม่ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงไปกับการเดินทางบนท้องถนนช่วงเช้าหรือเย็นทำให้มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้น มีเวลาเตรียมงาน ดูแลลูกๆ และได้ใช้ชีวิตส่วนตัวมากขึ้น

2.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
เริ่มทำงานที่บ้านครั้งแรก หลายคนอาจรู้สึกเป็นกังวล แต่ความจริงแล้วอุปสรรคนั้นน้อยมากเพราะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทำให้ง่ายขึ้น มีเครื่องมือการสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมงานและการประชุมทีมที่มีประสิทธิภาพ การทำงานที่บ้านจึงให้ผลในทางตรงกันข้าม เพราะบ้านมีสภาพแวดล้อมที่เงียบขึ้น ไม่ถูกรบกวนหรือถูกขัดจังหวะบ่อย ๆ เหมือนเวลาอยู่ในออฟฟิศ มีสมาธิทำงานได้นานขึ้นและเร็วขึ้น

3.เปิดโอกาสให้คิดอะไรใหม่
เมื่อองค์กรให้โอกาสลูกจ้างมีตัวเลือกว่าจะทำงานจากที่บ้านได้ เปิดโอกาสให้มีความกล้าริเริ่มความคิดใหม่ๆ ด้วยความรู้สึกมั่นใจว่าได้รับความไว้วางใจจากนายจ้างเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้เกิดความขยันแสวงหาความรู้เพิ่มพูนทักษะความสามารถ รู้สึกมีแรงบันดาลใจมากขึ้นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้การทำงานออกมาดีที่สุด ส่งผลให้องค์กรมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าคู่แข่ง

4.สุขภาพและความเป็นอยู่ดีขึ้น
การทำงานจากที่บ้านอำนวยความสะดวกสบายหลายด้าน ประหยัดเวลาเดินทาง ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ออกกำลังกาย มีเวลาทำอาหารเพื่อสุขภาพ และนอนหลับพักผ่อนมากขึ้น ความเครียดลดลง มีสุขภาพดีขึ้น

ข้อเสียของการทำงานที่บ้าน

1.รู้สึกโดดเดี่ยว การทำงานที่บ้านไม่เหมาะกับทุกคน
ความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีที่ปรึกษา เป็นข้อเสียที่คนทำงานที่บ้านต้องเผชิญหน้ากันทุกคน บางคนชอบทำงานร่วมกับคนอื่น มีเพื่อนร่วมงาน และขอคำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับหัวหน้าเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี สภาพแวดล้อมที่บ้านอาจไม่เหมาะกับการทำงาน ไม่มีพื้นที่ทำงานเป็นส่วนตัว ขาดเครื่องมือสนับสนุนการทำงานที่ดีพอ บางคนมีลูกเล็กๆ หรือเสียงรบกวนทำให้งานหยุดชะงักไม่คืบหน้า

2.ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานได้ยาก
การทำงานจากทางไกลทำให้ประเมินผลการทำงานทำได้ยาก เมื่อไม่มีเจ้านายหรือหัวหน้าคอยติดตามผลงานและตรวจสอบบ่อย ๆ อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ปล่อยให้เวลาล่วงเวลาเลยไปจนแก้ไขความผิดพลาดล่าช้า งานเสร็จไม่ตรงตามเป้าหมาย จำเป็นต้องวางแผนความร่วมมือให้ดีก่อนจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง

3.จัดสรรเวลาไม่ดี เกิดภาวะหมดไฟ
การทำงานที่บ้านโดยไม่มีการวางแผนจัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม ไม่รู้จักแยกแยะเวลาทำงานกับชีวิตส่วนตัว กลายเป็นเสพติดงานคิดเรื่องงานตลอดเวลา ทำงานนานต่อเนื่องจนเหน็ดเหนื่อยเกิดภาวะเครียด ไม่รู้ว่าเมื่อไรควรเลิกงานส่งผลให้สุขภาพย่ำแย่ ปวดเมื่อยเนื้อตัว สะสมนานวันจนในที่สุดก็เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน

ก่อนเริ่มทำงานที่บ้านควรจัดมุมทำงานเป็นสัดส่วนและจัดตารางการทำงานให้ดีมีวินัยกับตัวเองแล้วจะปรับสมดุลระหว่างงานและชีวิตที่ดีขึ้น ทำงานอย่างสบายใจโดยไม่ต้องมีวันลาพักร้อนเลยก็ได้

จะปรับตัวอย่างไรให้ทำงานที่บ้านได้ดี

จะปรับตัวอย่างไรให้ทำงานที่บ้านได้ดี

ในยุคนิวนอร์มอลเช่นปัจจุบัน หลายคนต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงาน จากเดิมที่อยู่ประจำในออฟฟิศกลายเป็นการอยู่ติดบ้าน แค่ในห้องแคบ ๆ ซึ่งในระยะแรกอาจรู้สึกถึงความสุขที่ได้มีอิสระเสรีในการใช้เวลาตามใจ แต่ผ่านไปสักระยะอาจตระหนักได้ว่าเราจัดการเวลาตัวเองได้ไม่ดีพอ ทำให้งานก็ไม่เสร็จและยังเสียชีวิตส่วนตัวไปด้วย เรามาดูกันว่า จะปรับตัวอย่างไรให้ทำงานที่บ้านได้ดีขึ้น

1.ไม่ทำงานบนที่นอน
การทำงานบนที่นอนจะทำให้คุณเผลอไผลกับการใช้เวลาดูหนังซีรีส์มากกว่าการตั้งใจทำงานจริง ๆ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หักห้ามใจต่ออาการขี้เกียจได้ยาก ก็ควรเลือกพื้นที่มุมใดมุมหนึ่งของห้อง วางโต๊ะเก้าอี้ และสร้างบรรยากาศให้เหมือนเป็นมุมทำงานในออฟฟิศ จะช่วยให้มีสมาธิและตั้งใจทำงานได้ดีขึ้น

2.หาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ
การทำงานที่บ้านเป็นสิ่งที่เหมาะกับคนที่มีแรงขับเคลื่อนในตัวเองสูง แต่คนที่ขาดเป้าหมายในชีวิต มักใช้เวลาเพลิดเพลินกับสิ่งรอบตัวไปเรื่อย ๆ ในระยะสั้น ๆ อาจรู้สึกดี แต่ในระยะยาวแล้วจะเริ่มเบื่อหน่ายชีวิตประจำวันได้ จึงต้องหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เพื่อสร้างสีสันให้ชีวิตด้วย เช่น กำหนดให้มี 1-2 วันต่อสัปดาห์ที่จะไปซื้อของเข้าบ้านหรือขับรถไปหาซื้ออาหารร้านที่อร่อยกลับมารับประทานในบ้าน ฯลฯ

3.เขียนตารางบอร์ดลำดับความสำคัญ
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยแยกแยะประเภทงานเป็น 4 ช่อง คือ งานด่วนและสำคัญ งานด่วนแต่ไม่สำคัญ งานสำคัญแต่ไม่ด่วน และงานที่ทั้งไม่ด่วนและไม่สำคัญ เราแนะนำให้คุณต้องทำต่อไป เพราะไม่ว่าจะทำงานจากที่ใด ในหนึ่งวันคุณยังมีเวลาจำกัดที่ 24 ชั่วโมงเสมอ เมื่อจำกัดตัวเองแล้ว จะได้ไม่เถลไถลไปกับการดูหนังฟังเพลง อ่านหนังสือนิยาย หรือดูซีรีส์มากเกินไป

4.ปิดเครื่องมือสื่อสาร
หากอยู่ในที่ทำงาน การใช้มือถือเพื่อตอบไลน์ เล่นแชท ย่อมถูกเพื่อนร่วมงานเขม่นหรือถูกเจ้านายตำหนิได้ แต่เมื่อทำงานในบ้านคุณจะไม่มีสถานการณ์บังคับเช่นนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เสียเวลาวันละหลายชั่วโมงสำหรับการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงผ่านไลน์ หรือการใช้สื่อโซเชียลเพื่อช้อปปิ้งออนไลน์นานเกินไป คุณอาจต้องกำหนดเวลาการใช้มือถือว่าจะเปิดดูสื่อโซเชียลเฉพาะตอนช่วงเวลาก่อนรับประทานอาหารเท่านั้น หรือกำหนดเวลาที่แน่นอน จะเป็นช่วงใดก็ได้ของวัน เช่น กำหนดว่าดูครั้งละไม่เกินกี่นาที เป็นต้น

การทำงานที่บ้านแตกต่างจากการทำงานในออฟฟิศ นอกจากความสามารถในการทำงานตามปกติแล้ว ยังต้องสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี ไม่ให้เสียสมาธิไปกับสิ่งยั่วยุรอบตัวหรือความสุขสบายที่ต้องการ หวังว่าบทความนี้จะให้ข้อคิดที่ทำให้ทุกคนสามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานที่บ้านในยุค New Normal ได้ดีขึ้น

ของ 5 อย่างที่ต้องมีติดบ้านเมื่อต้องทำงานที่บ้าน

ของ 5 อย่างที่ต้องมีติดบ้านเมื่อต้องทำงานที่บ้าน

จนถึงตอนนี้ทุกคนคงคุ้นเคยกับการทำงานที่บ้านกันเป็นอย่างดีแล้ว และเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายก็คาดว่ารูปแบบการทำงานแบบ new normal ก็คงกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของหลายองค์กรไปแล้ว เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์ได้แล้วว่าถึงจะทำงานจากที่บ้านก็ยังคงคุณภาพผลงานได้อยู่ ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอกับของจำเป็นที่ต้องมีติดบ้านเมื่อต้องทำงานที่บ้านกันยาวต่อไป ควรเตรียมพร้อมกับสิ่งจำเป็น 5 อย่าง ซึ่งจะเป็นอะไรบ้างนั้น ไปดูกัน

1.คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค คืออาวุธที่สำคัญที่สุดของการทำงานไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่บริษัท แต่การทำงานที่บ้านสำคัญกว่าตรงที่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คสามารถยกไปทำงานที่มุมไหนของบ้านก็ได้ เพราะการนั่งติดโต๊ะตลอดทั้งวันไม่ใช่เรื่องดี นอกจากกล้ามเนื้อไม่ได้ผ่อนคลาย ยังเป็นการทำให้กล้ามเนื้อตึงเครียดยิ่งกว่าเก่าด้วย

2.โต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่นอกจากช่วยให้การทำงานลื่นไหลแล้ว ยังสามารถช่วยซัพพอร์ตส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เกิดความสมดุลอยู่ได้ อย่างเช่น หากต้องนั่งทำงานบนโต๊ะกินข้าวที่ต้องก้มหน้ามากเกินไปเวลาทำงาน อาจทำให้รู้สึกปวดคอ ปวดหลัง บางคนถึงกับปวดตาได้ ดังนั้นการทำงานที่บ้านจึงจำเป็นต้องมีโต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่อยู่ในระดับมาตรฐานเหมือนกับการนั่งทำงานในออฟฟิศด้วย

3.สัญญาณอินเตอร์เน็ต ต้องพร้อมใช้ตลอดเวลา สังเกตง่าย ๆ ได้เลยว่าพอทำงานที่บ้าน ก็มีแต่ประชุมออนไลน์แทบจะทั้งวัน ไม่ก็สั่งงานกันผ่านไลน์หรือ e-mail ดังนั้นเพื่อให้ทำงานได้ต่อเนื่องและป้องกันการถูกตำหนิจากหัวหน้าว่าเพราะอะไรถึงติดต่อเรื่องงานไม่ได้สักที ที่บ้านจึงต้องมีการติดตั้งสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้สามารถรองรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการทำงานได้อย่างเหมาะสม

4.กระดานหรือบอร์ดโน้ต ให้มีติดไว้ข้างโต๊ะ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีติดโต๊ะทำงานไว้ เพราะวันหนึ่ง ๆ มีงานหลายสิ่งที่ต้องทำให้เสร็จ จึงจำเป็นต้องมีตัวช่วยในการบันทึกหรือช่วยวางแผนการทำงานแต่ละวันไว้ใกล้มือเพื่อให้เรายังคงส่งมอบงานได้ทันตามกำหนดแม้ว่าจะต้องทำงานจากที่บ้านก็ตาม

5.ต้นไม้ จากผลการวิจัยพบว่าต้นไม้คือตัวกลางในการเชื่อมต่อเรากับโลกภายนอก แถมยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขึ้นอีก 15% ได้ นั่นหมายถึงต้นไม้คือตัวช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการทำงานไม่ให้อุดอู้จนเกินไป ช่วยเพิ่มความผ่อนคลาย และเมื่อร่างกายได้ผ่อนคลายจะทำให้สมองปลอดโปร่งจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ยังไงกันล่ะ

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือตัวช่วยและอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยให้การทำงานที่บ้านไม่น่าเบื่อและเคร่งเครียดจนเกินไป ไหน ๆ ก็ต้องเตรียมพร้อมกับการใช้ชีวิตแบบ new normal อยู่แล้ว ดังนั้นหากจะเตรียมตัวให้พร้อมกับการทำงานจากที่บ้านซึ่งจะกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ขององค์กรจึงเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยให้ชีวิตการทำงานมั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ทำงานที่บ้านอย่างไรให้สดชื่น ตื่นตัวพร้อม WFH ตลอดเวลา

ทำงานที่บ้านอย่างไรให้สดชื่น ตื่นตัวพร้อม WFH ตลอดเวลา

ช่วงโควิดแบบนี้ หลายบริษัทออกมาตรการให้ work from home กันยกใหญ่เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโรค แต่การทำงานอยู่บ้านคนเดียวแบบนี้ นอกจากจะรู้สึกเหงาแล้ว บรรยากาศก็ยังชวนง่วงอีกต่างหาก วันนี้เราจึงอยากจะมาแชร์ 4 เคล็ดลับทำงานที่บ้านอย่างไรให้สดชื่น ตื่นตัวพร้อม WFH ตลอดเวลาให้กับชาวออฟฟิศในช่วงนี้กัน 

1.อาบน้ำแต่งตัวให้สดชื่น

WFH ใช่ว่าไม่อาบน้ำทำงานยาว ๆ แล้วจะดีนะ เพราะบางทีการอยู่ในชุดนอนแล้วไม่อาบน้ำก็ทำให้เรารู้สึกไม่สดชื่นเหมือนเพิ่งตื่นนอนใหม่ ๆ ตลอดเวลา เมื่อบวกกับอากาศร้อน ๆ ของประเทศไทยแล้ว ก็เหงื่อออกเหนียวเหนอะหนะจนรู้สึกไม่สบายตัวกันไปเลยทีเดียว ดังนั้นเราควรอาบน้ำให้เรียบร้อย อาจจะแต่งตัวสบาย ๆ แต่ก็ไม่ถึงกับชุดนอนให้รู้สึกเหมือนทำงานจริง ๆ สักหน่อย สาวออฟฟิศก็แต่งหน้านิดหน่อย เผื่อที่ทำงานวิดีโอคอลมาประชุมงานก็จะได้มั่นใจในบุคลิกภาพ​

2.เอากิจวัตรวันทำงานมาใช้ 

แม้ว่าการ WFH จะมีช่วงเวลาที่ยืดหยุ่นและการทำงานที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายและสมองของเราปรับสภาพจากกิจวัตรเดิม ๆ ไปที่ส่งผลให้เรารู้สึกขี้เกียจทำงาน ตื่นสายหรือใช้เวลาไปกับเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องงานจนไม่เป็นระบบ ทางที่ดีเราควรสร้างกิจวัตรประจำวันให้เหมือนวันทำงานโดยมีเวลาตื่น พักเที่ยงและทำงานแบบเดิม หรือไม่ก็จัดตารางขึ้นมาใหม่อย่างเป็นระบบเพื่อให้เราได้ทำงานอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ แล้วก็อย่าลืมหาวันพักผ่อนให้กับตัวเองด้วยล่ะ 

3.ลุกระหว่างทำงาน

พอนั่งทำงานเป็นเวลานานก็อาจส่งผลให้ร่างกายเราเมื่อยล้า สายตาเสีย เส้นยึดหรือเกิดอาการปวดหลัง ไหล่และขาได้ เราควรละสายตาออกจากจอคอมพิวเตอร์ทุก​ ๆ​ 20​ นาที​ และลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถ​ เดินไปมา​ สูดอากาศข้างนอก คุยกับคนที่บ้านหรือสัตว์เลี้ยงให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือจะออกกำลังกายแบบง่าย ๆ โยคะหรือท่ายืดเหยียดเพื่อให้กล้ามเนื้อ​เส้นเอ็นและข้อต่อ ได้ผ่อนคลาย​ และพร้อมสำหรับการทำงานได้ตลอดวัน

4.ตกแต่งมุมทำงานให้เลิศ 

บรรยากาศการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะช่วยให้เรารู้สึกดีกับการทำงานมากขึ้น ถ้าวัน ๆ เราอยู่กับโต๊ะเดิม ๆ ที่ไม่มีอะไรเลยก็อาจรู้สึกเบื่อจนไม่อยากทำงานได้ ง่าย ๆ เพียงแค่หาอะไรมาตกแต่งโต๊ะสักหน่อย อาจจะเป็นกรอบรูปภาพ ต้นไม้เล็ก ๆ เพิ่มพื้นที่สีเขียวพร้อมฟอกอากาศให้สดชื่น เลี้ยงปลาน้อย ๆ ไว้บนโต๊ะทำงานไว้มองเพลิน ๆ แก้เหงาใจ หรือเปลี่ยนไปใช้โต๊ะเก้าอี้ที่สวยงามและมีคุณภาพ บอกเลยว่าวิธีนี้แจ่มแน่นอน 

การเริ่มต้นทำงานที่บ้านในระยะแรก​ แน่นอนว่าจะต้องมีความไม่ลงตัวในหลาย​ ๆ​ อย่าง​ ก็อย่าเพิ่งท้อใจไป​ ขอให้ปรับไปทีละอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา​ทีละเปลาะ ก็จะมีความลงตัวมากขึ้นและทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ

วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้าน

วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้าน

ในสถานการณ์ที่โควิดกลับมาระบาดอีกแบบนี้ ใครหลายคนก็จำใจต้องทำงานที่บ้านตามนโยบายของบริษัทกัน แม้ว่าการทำงานที่บ้านอาจทำให้เรามีเวลามากขึ้น แต่ก็อาจทำให้ใครบางคนละเลยการดูแลสุขภาพของตัวเองระหว่างทำงานก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอนหรือการออกกำลังกาย วันนี้เราจึงมีข้อแนะนำ 5 วิธีการดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้านในช่วงโควิด-19 มาฝากกัน

1.ทานอาหารเพื่อสุขภาพให้ครบมื้อ
ยิ่งมีโอกาสอยู่บ้านแบบนี้ การทำอาหารก็กลายเป็นงานอดิเรกหลัก ๆ ของชาวออฟฟิศเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าจะให้ดีเราควรจะทานอาหารให้ครบมื้อเป็นเวลา แถมยังเลือกทำเมนูที่ตัวเองชื่นชอบได้ด้วยนะ หรือไม่ก็ถือโอกาสนี้ทำอาหารคลีนหรืออาหารเพื่อสุขภาพทานที่บ้านกัน นอกจากจะได้ฝึกทักษะการทำอาหารแล้ว ก็ได้หุ่นดี ๆ เป็นโบนัสแถมด้วย

2.ปรับพื้นที่ทำงานของตัวเอง
บางคนอาจประสบปัญหาปวดหลังปวดคอหรือเบื่อการทำงานอยู่ที่บ้าน ดังนั้นทางที่ดีเราควรปรับพื้นที่การทำงานของตัวเองด้วยโต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่มี่คุณภาพ และวางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการนั่งและระดับสายตา ตกแต่งโต๊ะและบริเวณโดยรอบ เพิ่มต้นไม้บ้างเล็กน้อยให้ดูสดชื่นมากยิ่งขึ้น

3.ออกกำลังกายวันละนิด
การทำงานอยู่บ้านอาจจะทำให้เราละเลยการออกกำลังกายไปไม่ต่างจากการทำงานข้างนอกเลย บางครั้งอาจจะเพลินจนลืมเวลา หากนั่งทำงานนาน ๆ ไปก็ปวดหลัง ไหล่ติด หลังค่อม ปวดตา ออกมาขยับร่างกายบ้างอย่างน้อยวันละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3-4 วัน เช่น เต้นแอโรบิก เล่นโยคะ วิ่งลู่วิ่งไฟฟ้า เป็นต้น ชวนครอบครัวมาออกกำลังกายด้วยกันบ้าง จะได้ไม่เล่นคนเดียวจนเบื่อ

4.นอนให้เพียงพอ
อย่าทำงานเพลินหรือดูซีรีส์จนพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะอาจจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและตึงเครียดในช่วงกักตัวแบบนี้ได้ ดังนั้นเราควรจัดตารางเวลาในแต่ละวันอย่างเหมาะสม พักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ร่างกายจะได้สดชื่น พร้อมทำงานและกิจกรรมในวันต่อ ๆ ไปได้อย่างเต็มที่

5.เมื่อออกนอกบ้าน ต้องป้องกัน
ในเวลาที่ต้องซื้อกับข้าวหรือออกไปนัดพบปะคนข้างนอกเมื่อจำเป็น เราจะต้องปฏิบัติตามข้อป้องกันอย่างเคร่งครัดด้วยการใส่หน้ากากอนามัย วัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และลงทะเบียนกับแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ทุกครั้งเมื่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ความร่วมมือในการคัดกรอง

วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้านที่เรานำมาฝากกันนี้เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ในช่วงกักตัว นอกจากดูแลสุขภาพพื้นฐานกันแล้ว ก็อย่าลืมหมั่นสังเกตตัวเองเมื่อมีอาการที่เข้าข่ายว่าจะเป็นโควิด-19 จะได้รีบไปตรวจหาเชื้อและเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนที่ปลอดภัย

6 เคล็ดลับทำงานที่บ้าน ปรับชีวิต Work Life balance

6 เคล็ดลับทำงานที่บ้าน ปรับชีวิต Work Life balance

ด้วยเทรนด์อาชีพที่เปลี่ยนไป ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยก้าวเข้าสู่สายอาชีพฟรีแลนซ์ โดยลักษณะการทำงานของอาชีพฟรีแลนส์สามารถทำงานที่บ้านได้ ทำให้หลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดการเวลาในการทำงานจนส่งผลต่อสภาพจิตใจและสุขภาพร่างกาย เนื่องจากเวลาชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวขาดความสมดุล ซึ่งเคล็ดลับที่ช่วยปรับชีวิตให้มี Work Life balance มีดังนี้

1.แยกพื้นที่การทำงานและช่วงเวลาพักผ่อนออกจากกัน หลายคนจัดวางโต๊ะทำงานเอาไว้ในห้องรับแขก หรือห้องนอน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำงาน แต่ความสะดวกสบายในการทำงานส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว เพราะเราจะไม่สามารถพักผ่อนหรือโฟกัสกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้งานเสร็จช้าและสูญเสียช่วงเวลาพักผ่อน

2.เตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือในการทำงานให้พร้อม การจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบและจัดวางอุปกรณ์ หรือเครืองมือที่ใช้ในการทำงานเอาไว้เป็นสัดส่วน จะช่วยลดการเสียเวลาในการหาของ รวมถึงทำให้เราสามารถโฟกัสกับการทำงานได้เต็มที่ และสามารถหยิบจับอุปกรณ์มาใช้ในการทำงานได้ง่าย

3.จัดตารางการทำงาน แม้ว่าการทำงานฟรีแลนซ์จะไม่มีเจ้านายมาคอยควบคุมเวลาทำงาน แต่ก็ควรจัดตารางการทำงานด้วยตัวเอง เมื่อมีการจัดตารางเวลาไว้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตแบบ Work Life balance อย่างเหมาะสม รวมถึงกำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์เพื่อลดความเครียดและเหนื่อยล้าของสมองและร่างกาย

4.หยุดการติดต่อสื่อสาร การทำงานฟรีแลนซ์ทำให้เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง จนทำให้หลายคนติดนิสัยออนไลน์ตลอดเวลา แม้ว่าการติดต่อสื่อสารจะทำให้เรามีคอนเน็กชันเพิ่ม แต่ก็ควรหยุดพักในช่วงเวลาส่วนตัวบ้างเพื่อให้เราได้ออกไปใช้ชีวิตได้เต็มที่ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การแยกเบอร์และช่องทางติดต่อในการทำงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกัน

5.ออกไปสู่โลกภายนอก การอยู่แต่ในบ้านเพื่อทำงานและพักผ่อนโดยไม่ออกไปรับลมชมบรรยากาศของโลกภายนอกนั้นเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเครียดสะสมได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงควรหาเวลาในช่วงวันหยุดออกไปพบปะผู้คนในสถานที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่บ้านบ้าง

6.ตั้งเป้าหมายในการทำงาน หากต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ควรตั้งเป้าหมายการทำงานต่อวันเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการทำงาน รวมถึงช่วยให้เราสามารถตอบลูกค้าได้ทันทีว่างานจะเสร็จสิ้นภายในวันไหน หรือมีความคืบหน้าของงานอย่างไรบ้าง รวมถึงทำให้เราสามารถจัดสรรเวลาทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและลดการรบกวนช่วงเวลาส่วนตัว

โดยสรุปแล้วการจัดสรรชีวิตฟรีแลนซ์ให้มีความสมดุลแบบ Work Life balance สามารถทำงานที่บ้านได้ง่าย ๆ ด้วยการจัดพื้นที่การทำงานแยกออกจากพื้นที่พักผ่อน จัดสรรเวลาการทำงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเครียดจากการทำงานและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพักผ่อนได้ดีขึ้น

อาชีพอะไรที่มีแนวโน้มทำงานที่บ้านมากขึ้น

อาชีพอะไรที่มีแนวโน้มทำงานที่บ้านมากขึ้น

ในปัจจุบันเป็นช่วงที่ไวรัสโควิดระบาด บริษัทและผู้ประกอบการธุรกิจทั่วโลกจึงมีการปรับเปลี่ยนลดต้นทุนในการทำงานมากขึ้น ควบคู่กับการปฏิบัติตามนโยบาย social distance หรือมีระยะห่างทางสังคม ด้วยการให้พนักงานทำงานที่บ้านมากขึ้น หรือที่เรียกว่า work from home (WFH)​ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีแนวโน้มทำงานแบบ WFH มากขึ้นเรื่อย ๆ

เรามาดูกันว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่มีแนวโน้มทำงานจากที่บ้านมากขึ้น

1.ผู้พัฒนาเว็บไซต์
การทำงานด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต รวมถึงการดูแลพัฒนาเว็บไซต์เป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากนัก การทำงานด้านพัฒนาเว็บไซต์ถือว่าเป็นงานยอดนิยมที่สอดคล้องกับยุค 5G มีรายได้ดีอันดับต้น ๆ ในสายไอที ซึ่งสายงานนี้เหมาะแก่การทำงานที่บ้านอย่างยิ่ง เพียงมีโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วสูง ก็สามารถทำงานได้อย่างไม่สะดุดแล้ว

2.เป็นผู้แปลภาษา
งานแปลภาษามีความจำเป็นมากขึ้นในยุคนี้ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อธุรกิจประสานงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีหลายภาษาที่จำเป็น เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ หากคุณมีความสามารถในการแปลภาษา หรือทำงานเป็นล่าม ก็สามารถทำงานจากที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเดินทางเลย โดยผู้รับจ้างสามารถรับงานประเภทคลิปหรือสื่อมีเดียจากผู้ว่าจ้างและส่งตามกำหนดเวลา

3.ติวเตอร์ให้ความรู้
การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันใช้ระบบอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น และยังมีคนที่อยู่ในวัยทำงานแล้ว​ แต่ยังสนใจพัฒนาตัวเองอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ด้านภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ภาษาอังกฤษ ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมไอทีต่าง ๆ จึงมีความต้องการผู้สอนหรือติวเตอร์ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ผู้ที่ถนัดงานสอนจึงสามารถทำงานที่บ้านได้ง่าย ๆ ด้วยการอัดคลิปหรือไลฟ์สด สอนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มก็ได้ โดยใช้ช่องทางแพลตฟอร์มสาธารณะอย่าง Facebook และ YouTube ในการสื่อสาร เป็นต้น

4.นักเขียน
งานนักเขียนจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะธุรกิจด้านสุขภาพ อาหาร แฟชั่น ฯลฯ กำลังทยอยเข้าสู่ระบบออนไลน์ ทำให้ทุกเว็บไซต์ต่างต้องการเนื้อหาสาระใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มอันดับ SEO ทำให้เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น อาชีพนักเขียนออนไลน์จึงเป็นอีกงานที่มีแนวโน้มจ้างงานสูงและสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้เทคนิคในการเขียนตามแนวที่ Google กำหนดด้วย

การทำงานที่บ้านมีแนวโน้มได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในอนาคต และนับว่าเป็นช่องทางของการประกอบอาชีพใหม่ ๆ ที่มีรายได้สูงมากขึ้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองหาอาชีพที่สามารถทำงานได้จากที่บ้าน ขอเพียงค้นหาตัวเองว่าเหมาะสมกับงานอะไร และมีความมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองในสายงานนั้น ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอน