วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้าน

วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้าน

ในสถานการณ์ที่โควิดกลับมาระบาดอีกแบบนี้ ใครหลายคนก็จำใจต้องทำงานที่บ้านตามนโยบายของบริษัทกัน แม้ว่าการทำงานที่บ้านอาจทำให้เรามีเวลามากขึ้น แต่ก็อาจทำให้ใครบางคนละเลยการดูแลสุขภาพของตัวเองระหว่างทำงานก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอนหรือการออกกำลังกาย วันนี้เราจึงมีข้อแนะนำ 5 วิธีการดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้านในช่วงโควิด-19 มาฝากกัน

1.ทานอาหารเพื่อสุขภาพให้ครบมื้อ
ยิ่งมีโอกาสอยู่บ้านแบบนี้ การทำอาหารก็กลายเป็นงานอดิเรกหลัก ๆ ของชาวออฟฟิศเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าจะให้ดีเราควรจะทานอาหารให้ครบมื้อเป็นเวลา แถมยังเลือกทำเมนูที่ตัวเองชื่นชอบได้ด้วยนะ หรือไม่ก็ถือโอกาสนี้ทำอาหารคลีนหรืออาหารเพื่อสุขภาพทานที่บ้านกัน นอกจากจะได้ฝึกทักษะการทำอาหารแล้ว ก็ได้หุ่นดี ๆ เป็นโบนัสแถมด้วย

2.ปรับพื้นที่ทำงานของตัวเอง
บางคนอาจประสบปัญหาปวดหลังปวดคอหรือเบื่อการทำงานอยู่ที่บ้าน ดังนั้นทางที่ดีเราควรปรับพื้นที่การทำงานของตัวเองด้วยโต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่มี่คุณภาพ และวางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการนั่งและระดับสายตา ตกแต่งโต๊ะและบริเวณโดยรอบ เพิ่มต้นไม้บ้างเล็กน้อยให้ดูสดชื่นมากยิ่งขึ้น

3.ออกกำลังกายวันละนิด
การทำงานอยู่บ้านอาจจะทำให้เราละเลยการออกกำลังกายไปไม่ต่างจากการทำงานข้างนอกเลย บางครั้งอาจจะเพลินจนลืมเวลา หากนั่งทำงานนาน ๆ ไปก็ปวดหลัง ไหล่ติด หลังค่อม ปวดตา ออกมาขยับร่างกายบ้างอย่างน้อยวันละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3-4 วัน เช่น เต้นแอโรบิก เล่นโยคะ วิ่งลู่วิ่งไฟฟ้า เป็นต้น ชวนครอบครัวมาออกกำลังกายด้วยกันบ้าง จะได้ไม่เล่นคนเดียวจนเบื่อ

4.นอนให้เพียงพอ
อย่าทำงานเพลินหรือดูซีรีส์จนพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะอาจจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและตึงเครียดในช่วงกักตัวแบบนี้ได้ ดังนั้นเราควรจัดตารางเวลาในแต่ละวันอย่างเหมาะสม พักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ร่างกายจะได้สดชื่น พร้อมทำงานและกิจกรรมในวันต่อ ๆ ไปได้อย่างเต็มที่

5.เมื่อออกนอกบ้าน ต้องป้องกัน
ในเวลาที่ต้องซื้อกับข้าวหรือออกไปนัดพบปะคนข้างนอกเมื่อจำเป็น เราจะต้องปฏิบัติตามข้อป้องกันอย่างเคร่งครัดด้วยการใส่หน้ากากอนามัย วัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และลงทะเบียนกับแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ทุกครั้งเมื่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ความร่วมมือในการคัดกรอง

วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้านที่เรานำมาฝากกันนี้เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ในช่วงกักตัว นอกจากดูแลสุขภาพพื้นฐานกันแล้ว ก็อย่าลืมหมั่นสังเกตตัวเองเมื่อมีอาการที่เข้าข่ายว่าจะเป็นโควิด-19 จะได้รีบไปตรวจหาเชื้อและเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนที่ปลอดภัย

6 เคล็ดลับทำงานที่บ้าน ปรับชีวิต Work Life balance

6 เคล็ดลับทำงานที่บ้าน ปรับชีวิต Work Life balance

ด้วยเทรนด์อาชีพที่เปลี่ยนไป ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยก้าวเข้าสู่สายอาชีพฟรีแลนซ์ โดยลักษณะการทำงานของอาชีพฟรีแลนส์สามารถทำงานที่บ้านได้ ทำให้หลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดการเวลาในการทำงานจนส่งผลต่อสภาพจิตใจและสุขภาพร่างกาย เนื่องจากเวลาชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวขาดความสมดุล ซึ่งเคล็ดลับที่ช่วยปรับชีวิตให้มี Work Life balance มีดังนี้

1.แยกพื้นที่การทำงานและช่วงเวลาพักผ่อนออกจากกัน หลายคนจัดวางโต๊ะทำงานเอาไว้ในห้องรับแขก หรือห้องนอน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำงาน แต่ความสะดวกสบายในการทำงานส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว เพราะเราจะไม่สามารถพักผ่อนหรือโฟกัสกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้งานเสร็จช้าและสูญเสียช่วงเวลาพักผ่อน

2.เตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือในการทำงานให้พร้อม การจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบและจัดวางอุปกรณ์ หรือเครืองมือที่ใช้ในการทำงานเอาไว้เป็นสัดส่วน จะช่วยลดการเสียเวลาในการหาของ รวมถึงทำให้เราสามารถโฟกัสกับการทำงานได้เต็มที่ และสามารถหยิบจับอุปกรณ์มาใช้ในการทำงานได้ง่าย

3.จัดตารางการทำงาน แม้ว่าการทำงานฟรีแลนซ์จะไม่มีเจ้านายมาคอยควบคุมเวลาทำงาน แต่ก็ควรจัดตารางการทำงานด้วยตัวเอง เมื่อมีการจัดตารางเวลาไว้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตแบบ Work Life balance อย่างเหมาะสม รวมถึงกำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์เพื่อลดความเครียดและเหนื่อยล้าของสมองและร่างกาย

4.หยุดการติดต่อสื่อสาร การทำงานฟรีแลนซ์ทำให้เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง จนทำให้หลายคนติดนิสัยออนไลน์ตลอดเวลา แม้ว่าการติดต่อสื่อสารจะทำให้เรามีคอนเน็กชันเพิ่ม แต่ก็ควรหยุดพักในช่วงเวลาส่วนตัวบ้างเพื่อให้เราได้ออกไปใช้ชีวิตได้เต็มที่ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การแยกเบอร์และช่องทางติดต่อในการทำงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกัน

5.ออกไปสู่โลกภายนอก การอยู่แต่ในบ้านเพื่อทำงานและพักผ่อนโดยไม่ออกไปรับลมชมบรรยากาศของโลกภายนอกนั้นเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเครียดสะสมได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงควรหาเวลาในช่วงวันหยุดออกไปพบปะผู้คนในสถานที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่บ้านบ้าง

6.ตั้งเป้าหมายในการทำงาน หากต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ควรตั้งเป้าหมายการทำงานต่อวันเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการทำงาน รวมถึงช่วยให้เราสามารถตอบลูกค้าได้ทันทีว่างานจะเสร็จสิ้นภายในวันไหน หรือมีความคืบหน้าของงานอย่างไรบ้าง รวมถึงทำให้เราสามารถจัดสรรเวลาทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและลดการรบกวนช่วงเวลาส่วนตัว

โดยสรุปแล้วการจัดสรรชีวิตฟรีแลนซ์ให้มีความสมดุลแบบ Work Life balance สามารถทำงานที่บ้านได้ง่าย ๆ ด้วยการจัดพื้นที่การทำงานแยกออกจากพื้นที่พักผ่อน จัดสรรเวลาการทำงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเครียดจากการทำงานและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพักผ่อนได้ดีขึ้น

อาชีพอะไรที่มีแนวโน้มทำงานที่บ้านมากขึ้น

อาชีพอะไรที่มีแนวโน้มทำงานที่บ้านมากขึ้น

ในปัจจุบันเป็นช่วงที่ไวรัสโควิดระบาด บริษัทและผู้ประกอบการธุรกิจทั่วโลกจึงมีการปรับเปลี่ยนลดต้นทุนในการทำงานมากขึ้น ควบคู่กับการปฏิบัติตามนโยบาย social distance หรือมีระยะห่างทางสังคม ด้วยการให้พนักงานทำงานที่บ้านมากขึ้น หรือที่เรียกว่า work from home (WFH)​ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีแนวโน้มทำงานแบบ WFH มากขึ้นเรื่อย ๆ

เรามาดูกันว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่มีแนวโน้มทำงานจากที่บ้านมากขึ้น

1.ผู้พัฒนาเว็บไซต์
การทำงานด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต รวมถึงการดูแลพัฒนาเว็บไซต์เป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากนัก การทำงานด้านพัฒนาเว็บไซต์ถือว่าเป็นงานยอดนิยมที่สอดคล้องกับยุค 5G มีรายได้ดีอันดับต้น ๆ ในสายไอที ซึ่งสายงานนี้เหมาะแก่การทำงานที่บ้านอย่างยิ่ง เพียงมีโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วสูง ก็สามารถทำงานได้อย่างไม่สะดุดแล้ว

2.เป็นผู้แปลภาษา
งานแปลภาษามีความจำเป็นมากขึ้นในยุคนี้ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อธุรกิจประสานงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีหลายภาษาที่จำเป็น เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ หากคุณมีความสามารถในการแปลภาษา หรือทำงานเป็นล่าม ก็สามารถทำงานจากที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเดินทางเลย โดยผู้รับจ้างสามารถรับงานประเภทคลิปหรือสื่อมีเดียจากผู้ว่าจ้างและส่งตามกำหนดเวลา

3.ติวเตอร์ให้ความรู้
การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันใช้ระบบอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น และยังมีคนที่อยู่ในวัยทำงานแล้ว​ แต่ยังสนใจพัฒนาตัวเองอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ด้านภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ภาษาอังกฤษ ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมไอทีต่าง ๆ จึงมีความต้องการผู้สอนหรือติวเตอร์ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ผู้ที่ถนัดงานสอนจึงสามารถทำงานที่บ้านได้ง่าย ๆ ด้วยการอัดคลิปหรือไลฟ์สด สอนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มก็ได้ โดยใช้ช่องทางแพลตฟอร์มสาธารณะอย่าง Facebook และ YouTube ในการสื่อสาร เป็นต้น

4.นักเขียน
งานนักเขียนจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะธุรกิจด้านสุขภาพ อาหาร แฟชั่น ฯลฯ กำลังทยอยเข้าสู่ระบบออนไลน์ ทำให้ทุกเว็บไซต์ต่างต้องการเนื้อหาสาระใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มอันดับ SEO ทำให้เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น อาชีพนักเขียนออนไลน์จึงเป็นอีกงานที่มีแนวโน้มจ้างงานสูงและสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้เทคนิคในการเขียนตามแนวที่ Google กำหนดด้วย

การทำงานที่บ้านมีแนวโน้มได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในอนาคต และนับว่าเป็นช่องทางของการประกอบอาชีพใหม่ ๆ ที่มีรายได้สูงมากขึ้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองหาอาชีพที่สามารถทำงานได้จากที่บ้าน ขอเพียงค้นหาตัวเองว่าเหมาะสมกับงานอะไร และมีความมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองในสายงานนั้น ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอน

วิธีขจัดอุปสรรคเพื่อให้ทำงานที่บ้านได้ผลดี

วิธีขจัดอุปสรรคเพื่อให้ทำงานที่บ้านได้ผลดี

หลายคนเริ่มทำงานจากที่บ้านมาพักใหญ่แล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเลยเพราะมีอุปสรรคมากมายไม่ว่าจะเป็นเสียงรบกวนของลูก ๆ การทำงานบ้านที่ไม่จบไม่สิ้น หรือสัตว์เลี้ยงตัวป่วนป้วนเปี้ยนหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำให้เสียสมาธิ วิธีแก้ปัญหาเหล่านี้คือการปรับสภาพพื้นที่ทำงานให้มีสภาพแวดล้อมแบบโฮมออฟฟิศที่ช่วยให้ได้ทำงานจริง ๆ ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาแนะนำเคล็ดลับทำงานที่บ้านอย่างไรให้ประสบความสำเร็จกัน

1.เริ่มต้นตื่นแต่เช้า ก่อนหน้านี้เคยเดินทางไปออฟฟิศอย่างไร ควรตื่นตอนเช้าให้รู้สึกเหมือนพร้อมจะไปทำงาน กำหนดรายการสิ่งที่ต้องทำ แล้วเริ่มทำงานทันทีที่ตื่นนอน เราทำอะไรได้มากมายในช่วงเช้าตรู่ เริ่มจับงานชิ้นแรกแล้วทยอยทำไปทีละอย่างตลอดทั้งวัน การตื่นสายยื้อเวลาไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้ความเกียจคร้านเข้าครอบงำจะทำให้แรงจูงใจหมดไป และอาจเปลี่ยนใจจากคอมพิวเตอร์มาที่หมอนแทน

2.จัดตารางเวลาทำงานที่บ้านเหมือนที่ทำในสำนักงาน การทำงานไปเรื่อยแบบไม่มีเป้าหมายอาจหมดไฟหรือเสียสมาธิไปกับอย่างอื่นได้ง่าย ควรวางแผนว่าเวลาไหนควรทำงาน หยุดพักตอนไหน และทำให้เสร็จตามกำหนด วิธีการหยุดพักควรหยุดจริง ๆ ลุกออกจากโต๊ะทำงานไปเดินเล่นข้างนอกหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ในบ้าน ไม่ควรเปิด YouTube ดูคลิปหรือใช้โซเชียลมีเดีย

3.การทำงานจากที่บ้านไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่กับบ้าน ถ้าในบ้านมีเสียงดังและสิ่งรบกวน เปลี่ยนเป็นโฮมออฟฟิศไม่ได้จริง ๆ ลองมองห้องสมุด ร้านกาแฟ หรือหรือสถานประกอบการอื่น ๆ ที่เปิดใช้งาน Wi-Fi เพื่อใช้เป็นออฟฟิศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเงียบช่วยให้ทำงานได้ดีกว่า ควรจัดพื้นที่ทำงานโดยเฉพาะและเป็นสัดส่วนเพื่อให้ตั้งใจทำงานจริงจัง ช่วยให้มีสมาธิและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4.ตั้งเป้าหมายไม่ยุ่งกับ Facebook, Line และโซเชียลมีเดียในระหว่างทำงาน ถึงจะเปิดดูเพียงสองสามนาทีแม้ไม่เสียเวลามากแต่ก็ทำให้เสียสมาธิในการทำงานโดยไม่รู้ตัว และส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากนี้ควรกำหนดเวลาการเข้าเช็คอีเมลและลบการแจ้งเตือนอัตโนมัติ

5.เลือกเวลาที่ทำงานแล้วมีประสิทธิผลสูงสุด เมื่อทำงานที่บ้าน แน่นอนว่าไม่มีใครกำหนดเวลาทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น คนเรามีเวลาที่พร้อมทำงานแตกต่างกัน ควรใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่ได้ประสิทธิผลมากที่สุด หากตอนเช้าวุ่นวายกับการส่งลูกไปโรงเรียนและงานบ้านอื่น ๆ จนเหน็ดเหนื่อยส่งผลให้แรงจูงใจในการทำงานลดลง แนะนำให้ทำภารกิจทุกอย่างให้เสร็จ ดื่มชาหรือกาแฟให้ตื่นตัวและตั้งสมาธิให้ดี จากนั้นจึงตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่

6.จดจ่อกับสิ่งที่ทำ เรียนรู้วิธีจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าไขว้เขวเพราะจะทำให้เสียเวลาและเสียแรงทำงานมากขึ้น หากทำได้ตามคำแนะนำ คุณจะพบว่าสามารถทำงานเสร็จเร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ในการทำงานทุกอย่างจะต้องวางแผนล่วงหน้าว่าวันพรุ่งนี้จะทำงานอะไรบ้าง มีวินัยกับแผนงาน ยืดหยุ่นได้ตามต้องการแต่จะต้องไม่บ่อยนัก แนะนำให้ทำปฏิทินออนไลน์และแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลา ซึ่งจะช่วยให้บริหารจัดการเวลาทำงานที่บ้านง่ายขึ้น

เทคนิคทำงานที่บ้านอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

เทคนิคทำงานที่บ้านอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

ทุกวันนี้การทำงานที่บ้านเป็นทางเลือกที่สะดวกและยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ก็ถือเป็นการประหยัดเวลาเดินทางซึ่งน่าจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่าผลงานกลับลดน้อย เนื่องจากขาดสมาธิและแรงจูงใจในการทำงาน มีสิ่งรบกวนเข้ามาแทรกตลอดเวลา อีกทั้งขาดการวางแผนอย่างเหมาะสมด้วย ไม่เพียงประสิทธิภาพลดลงเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ใช้เวลาทำงานมากกว่าเดิม ใครพบปัญหาในลักษณะนี้เรามีเคล็ดลับการทำงานที่บ้านที่ทำตามได้ง่าย ๆ มาฝากกันดังนี้

1.เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันทำงานตามปกติ แต่งชุดสุภาพเพื่อกระตุ้นสมองให้มีความกระตือรือร้นในการทำงาน แต่ไม่ถึงกับสวมเสื้อผ้าเป็นทางการ การทำงานที่บ้านมีข้อดีตรงที่มีความอิสระแต่ใช่ว่าจะสวมอะไรก็ได้ ถ้าเป็นกางเกงขาสั้นหรือชุดนอนยิ่งไม่เหมาะสม การทำตัวตามสบายเกินไปทำให้ขาดแรงจูงใจอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ถ้าบ้านเป็นโฮมออฟฟิศอาจมีลูกค้าติดต่อขอเข้ามาพบ อาบน้ำสวมชุดให้ดูเรียบร้อยจะได้ไม่เสียเวลาแต่งตัวใหม่

2.เลือกโฮมออฟฟิศที่เหมาะสม ซื้อและจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ถือเป็นต้นทุนที่ช่วยให้โฟกัสกับงานได้เต็มที่และผลงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดห้องทำงานต้องไม่มีเตียงหรือโซฟา ไม่มีโทรทัศน์เป็นสิ่งล่อใจให้เสียสมาธิ การจัดเตรียมสภาพแวดล้อมแบบสำนักงาน มีห้องทำงานหรือโต๊ะทำงานที่มุมห้องซึ่งแยกเป็นสัดส่วนจากพื้นที่อื่น ๆ ในบ้าน ถ้าเป็นไปได้ควรเป็นมุมที่มีหน้าต่างรับแสงแดดธรรมชาติและมีเก้าอี้นั่งสบายได้ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่รู้สึกเมื่อยล้า

3.จัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีที่มีคุณภาพ การทำงานจากบ้านมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคืออิสระในการทำงานตามเวลาที่สะดวก แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่ดี อีกทั้งสัญญาณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่เสถียรหรือระบบล้าสมัย ก็จะทำให้หงุดหงิด การทำงานไม่ราบรื่น หรืออาจพลาดงานครั้งสำคัญไป จึงต้องศึกษาข้อมูลและเลือกระบบที่เหมาะสมและราคาไม่แพง ก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานได้มากขึ้น

4.กำหนดตารางเวลาให้เหมาะสมวันละ 8 ชั่วโมง การทำงานที่บ้านเป็นช่วงเวลาอิสระ ถ้าจิตใจจดจ่ออยู่กับงาน อาจไม่รู้ว่าเลยเวลาผ่านไปนานเท่าไร การทำงานเกินเวลาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจะกลายเป็นคนบ้างาน เกิดความเครียดและร่างกายอ่อนล้าซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ วิธีที่ดีคือกำหนดชั่วโมงทำงานอย่างเหมาะสมและไม่หักโหมเกินไป ถ้ามีงานกองโตต้องทำให้เสร็จ แนะนำให้ต่อรองขยายเวลาส่งงานไปอย่างน้อย 1 วันเพื่อให้ทำงานได้เสร็จและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน เมื่อเลือกทำงานที่บ้านควรกำหนดชั่วโมงการทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและสมดุลกับชีวิตส่วนตัว ถ้ามีนิสัยทำงานเพลินจนลืมเวลา ก็ควรตั้งนาฬิกาจับเวลาและทำงานอย่างทุ่มเทตั้งใจ มีช่วงพักเบรกเพื่อพักผ่อนสายตาเป็นระยะ หยุดได้ทันทีเมื่อถึงเวลาเลิกงาน

5.วางแผนการทำงานให้เรียบร้อย ติดตามความคืบหน้าว่าใช้เวลาทุกชั่วโมงในแต่ละวันอย่างไรเพื่อประเมินประสิทธิภาพและรู้ว่าเสียงานไปกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง จัดลำดับความสำคัญว่างานใดสำคัญกว่าหรือมีกำหนดส่งก่อนให้เร่งทำให้เสร็จก่อน ทำงานเสร็จแล้วควรกินให้ตรงเวลา นอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง รับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเพื่อให้ร่างกายมีพลังและกระปรี้กระเปร่า

การทำงานที่บ้านให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด จึงขึ้นอยู่กับการจัดสภาพแวดล้อมให้พร้อมกับการทำงาน รวมไปถึงการบริหารเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีสมาธิในการทำงานได้อย่างเต็มที่

การทำธุรกิจออนไลน์ ด้วยระบบงานที่น่าสนใจ

งานน่าทำที่บ้าน

ในปัจจุบันผู้คนทั่วโลกมีการใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า 90% การเข้าถึงแหล่งข้อมูลห้างร้าน การสั่งซื้อสินค้าและบริการ การทำธุรกรรมทางการเงินในธนาคารต่าง ๆ จึงถูกปรับเปลี่ยนจากหน้าร้านบนถนนและห้างสรรพสินค้า มาเป็นทำผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นักธุรกิจยุคใหม่และคนที่ต้องการหารายได้เพิ่มจึงต้องรู้จักกับการทำธุรกิจออนไลน์ให้มากขึ้น เพื่อปรับใช้กับกิจการตัวเองให้รอบด้าน

การประชุมส่งงานทางระบบออนไลน์ : หลังจากไวรัสโควิด-19 ระบาด หลายธุรกิจได้ปรับเปลี่ยนให้ยังเดินหน้าได้ โดยการประชุมผ่านระบบออนไลน์ เช่น Line, Zoom ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในสำนักงานและทำให้ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อพัฒนาแก้ไขงานได้รวดเร็วกว่าแบบเดิมที่ต้องมีการเดินทางเพื่อไปประชุมร่วมกัน จึงเป็นเทคนิคที่ทุกองค์กรต้องนำไปใช้ให้มากขึ้น เพื่อให้มีอำนาจในการแข่งกับคู่แข่งรายอื่นได้ดีขึ้น

ทำเพจใน Facebook : มีสถิติพบว่าคนไทยนิยมใช้เฟซบุ๊กถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่ามากที่สุดในโลก จึงเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญสำหรับผู้ทำธุรกิจออนไลน์ เพื่อเน้นขายสินค้าให้คนไทย เช่น ของใช้เพื่อแม่และเด็ก สินค้าสุขภาพ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สินค้าแฟชั่น ฯลฯ นักธุรกิจรุ่นใหม่จึงควรมีเฟซบุ๊กที่น่าดึงดูด ทำระบบ SEO ที่ดูแลอย่างสม่ำเสมอ มีการตอบคำถามและเก็บข้อมูลจากลูกค้าเก่าและใหม่ เพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจได้เร็วและต่อเนื่องยิ่งขึ้น

ช่อง Youtube เพื่อสร้างภาพลักษณ์ทันสมัย : ธุรกิจหลายประเภทปรับตัวมาสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและใกล้ชิดกลุ่มคนเป้าหมายมากขึ้น ด้วยการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Streaming เช่น ผู้ที่เป็นไลฟ์โค้ช ผู้ขายคอร์สสอนการลงทุน สาธิตการทำเมนูอาหาร ฯลฯ จะเห็นได้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านใด ๆ ก็สามารถมีช่องยูทูป เพื่อการทำธุรกิจและสามารถสื่อสารถึงผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศได้ตลอดเวลา

มีพันธมิตรกับระบบอื่น ๆ : การเชื่อมต่อกับระบบซื้อขายของแพลตฟอร์มใหญ่ อย่างเช่น Lazada, shopee หรือ Lineman เป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับการขายสินค้าทุกประเภท คุณไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าร้านบนถนน หรือเสียค่าเช่าโดเมนในการทำเว็บไซต์ส่วนตัวอีกต่อไป เพียงแค่มีสินค้าสำรองไว้ รอรับออเดอร์ แล้วก็จัดส่งให้ลูกค้าปลายทางได้ตามระบบของแอปพลิเคชันเหล่านั้น

ช่องทางสำหรับฟรีแลนซ์ : การรับจ้างทำงานผ่านระบบของ fastwork หรือแอปพลิเคชัน Blockdit เป็นอีกเทคนิคการทำธุรกิจออนไลน์ที่เห็นผลดีสำหรับคนรับงานฟรีแลนซ์ เช่น รับงานกราฟิกดีไซน์ เป็นนักเขียนออนไลน์ รับงานตัดต่อคลิปวีดีโอ ฯลฯ ซึ่งคุณก็สามารถที่จะแนบตัวอย่างผลงานเอาไว้ในแพลตฟอร์มเหล่านั้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ด้วย

3 วิธีทำงานที่บ้าน งานดี สุขภาพจิตแจ่มใส

3 วิธีทำงานที่บ้าน งานดี สุขภาพจิตแจ่มใส สุขภาพกายแข็งแรง

นโยบายทำงานที่บ้าน หรือเวิร์คฟอร์มโฮม (Work from home) เป็นระบบการทำงานแบบชีวิตวิถีใหม่ เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสCOVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วทุกมุมโลก หลายบริษัทฯเชื่อว่านโยบายนี้จะช่วยลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดลงได้ ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวอย่างทันทีทั้งองค์กรและคนทำงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเรามีแนวทางเตรียมพร้อมในการทำงานที่บ้านแบบเวิร์คฟอร์มโฮมมาแนะนำให้ลองนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม ดังนี้

ปรับทัศนคติให้เป็นเชิงบวก

การคิดบวกหรือการมองโลกในแง่ดี จะทำให้เราได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเอง แม้จะไม่สะดวกเหมือนการทำงานที่ออฟฟิศ แต่ข้อดีคือการได้มีเวลาอยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาไปกับรถติดและการเดินทางไปทำงานครั้งละหลายชั่วโมง และยังมีเวลาว่างเล่นกับลูก ได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา มีเวลาทำภารกิจส่วนตัวมากขึ้น และได้มีเวลาใกล้ชิดผู้สูงอายุในครอบครัวอีกด้วย ที่สำคัญเราต้องกำหนดเป้าหมายการทำงานให้ชัดเจน โดยวางแผนว่าในแต่ละวันเรามีงานกี่ชิ้นและช่วงเวลาไหนต้องทำอะไร ช่วยให้งานสำเร็จตามแผนงาน และสร้างวินัยในการทำงานไปในตัวด้วย

เตรียมอุปกรณ์และระบบอินเทอร์เน็ตให้พร้อม

โดยเฉพาะการติดต่องานกับบุคคลภายนอกและการประชุมเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มสำหรับการสื่อสารออนไลน์ (Online Communication Platform) เช่น Zoom และ Google Hangout เป็นต้น โดยมีการทดสอบความพร้อมของอุปกรณ์และเครือข่ายก่อนที่จะใช้งานจริง และควรทำความเข้าใจกับคนในครอบครัวว่า เราต้องทำงานที่บ้านเพื่อป้องกันปัญหาการรบกวนในระหว่างชั่วโมงการทำงานที่เร่งด่วน และสามารถวางแผนการทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างเหมาะสม

จัดโต๊ะทำงานให้กลายเป็นมุมทำงานอย่างมีสมาธิ

และช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่บ้าน โดยแยกออกจากพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจภายในบ้าน ตกแต่งมุมทำงานเพื่อให้บรรยากาศรื่นรมย์และสะดวกต่อการนั่งทำงานในชั่วโมงเร่งด่วน และเริ่มต้นเช้าวันใหม่ของการทำงานด้วยอาหารเช้าที่มีคุณภาพครบ 5 หมู่ เสริมด้วยเมนูน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นหรือน้ำผึ้ง ซึ่งวิตามินซีจะช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยหลังจากเสร็จภารกิจการทำงานในแต่ละวัน ควรหาเวลาอาบน้ำอุ่นหรือแช่เท้าลงในน้ำอุ่นประมาณ 20-30 นาที ก็จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี

นอกจากนี้คุณจำเป็นต้องดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำสะอาดในปริมาณเพียงพอวันละ 2-3 ลิตร และควรจัดตารางเวลาทำสมาธิก่อนนอน ประมาณ 15-20 นาที เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความดันโลหิตและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงพร้อมสำหรับการทำงานที่บ้านอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

work from home แบบมืออาชีพ

work from home แบบมืออาชีพ

การทำงานที่บ้านถือว่าเป็นวิถีชีวิตใหม่ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด โดยคนในวัยทำงาน ช่วงอายุ 20-60 ปี ต้องเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีและการปรับเปลี่ยนตารางชีวิต เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรทำอย่างไรบ้างกับการทำงานในบ้านตัวเองแบบมืออาชีพ

กำหนดช่วงตื่นนอนที่ชัดเจน

การทำงานจากที่บ้านนั้น ไม่ควรที่จะเผลอไผลกับการใช้เวลานอนมากขึ้น จนตื่นสายหรือทำให้กลายเป็นคนขี้เกียจทำงานไป ควรตั้งเวลานาฬิกาปลุกเอาไว้เช่นเดียวกับการที่คุณต้องไปทำงานข้างนอก แต่จะไม่ต้องเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง เช่น ปกติเคยตื่นตีห้าก็กลายเป็นตื่นหกโมงเช้าแทน แล้วก็พยายามทำให้ตัวเองสดชื่นแจ่มใสสำหรับการทำงานเช่นเดียวกับภาวะปกติ

อาบน้ำแต่งตัวให้พร้อมกับการทำงาน

แม้ว่าคุณจะไม่ได้ออกไปทำงานข้างนอก แต่คุณไม่ควรจะอยู่ในชุดนอนตลอดทั้งวัน ต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เพื่อสร้างความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า สำหรับผู้หญิงบางคนก็อาจจะแต่งหน้าเพื่อเสริมความสดชื่นแจ่มใสให้กับชีวิตประจำวันด้วย

บันทึกและลำดับสิ่งที่ต้องทำ

ไม่ว่าจะทำงานจากที่บ้านหรือว่าทำงานในออฟฟิศ คุณต้องไล่เลียงว่าจะต้องทำอะไรก่อนหลัง สิ่งใดสำคัญต้องรีบส่งเจ้านาย สิ่งใดรอได้ ฯลฯ เพื่อไม่ให้ขาดตกหล่นในเนื้องานจนทำให้เกิดความผิดพลาดต่อการทำงานในองค์กรได้ ที่สำคัญคือ จะทำให้คุณไม่ต้องกังวลว่างานจะไม่เสร็จหรือจะเสร็จล่าช้า หากมีความขี้เกียจเข้ามาแทรกจนทำให้ไม่เป็นอันทำงานด้วย

ใช้เทคนิคสื่อสารออนไลน์ทางโทรศัพท์

การใช้งานผ่านระบบวิดีโอ ด้วยโปรแกรมที่เรียกว่าซูม Zoom เป็นสิ่งที่คุณจะต้องเรียนรู้ในปัจจุบันมากขึ้น บางคนอาจจะใช้งานผ่านระบบ Line หรือ Google Hangout เป็นการประชุมงานหรือแสดงความคิดเห็นร่วมกันระหว่างทีมงานก็ได้ ที่สำคัญคือ คุณต้องไม่อยู่คนเดียวนานเกินไปจนทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายและขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้เครียดหรือเป็นภาวะซึมเศร้าตามมาได้ง่าย

จัดสภาพแวดล้อมให้มีความสดชื่น

สภาพแวดล้อมในบ้านบางคนอาจมีข้าวของกระจัดกระจาย ควรใช้โอกาสนี้ทำความสะอาดบ้านและจัดโต๊ะสำหรับนั่งทำงานให้เรียบร้อย หากห้องของคุณเป็นแบบสตูดิโอ ก็ควรจัดพื้นที่ในการทำงานที่แยกออกมาให้ชัดเจน ไม่ควรทำงานบนที่นอน

การทำงานจากที่บ้าน หรือ work from home นั้น เป็นสิ่งที่คุณจะต้องเรียนรู้อย่างมืออาชีพเพื่อการปรับตัวได้ดี และไม่ว่าระยะเวลาของการเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้จะนานแค่ไหน ถ้าคุณปรับตัวได้ คุณก็จะไม่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ และยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิมด้วย

4 อาชีพเสริมทำเงิน สำหรับมนุษย์เงินเดือนยุคนี้

4 อาชีพเสริมทำเงิน สำหรับมนุษย์เงินเดือนยุคนี้

ในอดีต ค่านิยมในการประกอบอาชีพของบัณฑิตจบใหม่ ส่วนใหญ่จะมุ่งตรงไปในสายอาชีพหลัก เช่น การสอบแข่งขันเข้ารับราชการ พนักงานบริษัท ประกอบธุรกิจส่วนตัว และยึดอาชีพเกษตรกรตามต้นทุนของครอบครัว แต่ทว่าในปัจจุบันท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลกระทบลุกลามไปทั่วโลก วิกฤตครั้งนี้ได้กลายเป็นช่องทางอันสดใสของอาชีพเสริมหลายอาชีพที่สวนกระแสคนตกงาน เรียกได้ว่าทำเงินและสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ รวมถึงพนักงานประจำที่เงินเดือนไม่พอใช้ สามารถมองหาอาชีพเสริมเหล่านี้ทำเงินเพิ่มเติมได้ โดย 4 อาชีพเสริม ทำเงินที่ว่านี้ได้แก่

1.อาชีพส่งของออนไลน์ : เป็นอาชีพที่กำลังมาแรงและเติบโตควบคู่ไปกับกระแสธุรกิจออนไลน์อยู่ในขณะนี้ ได้แก่ GRABFOOD, FOODPANDA , LALAMOVE, LINE MAN เป็นต้น เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเด็กจบใหม่ หรือพี่วินมอเตอร์ไซค์และผู้ที่มีใบขับขี่ แต่ยังไม่มีงานประจำ ซึ่งจากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมทำให้หลายคนที่หันมายึดเป็นอาชีพเสริม ที่สามารถสร้างรายได้ต่อเดือนสูงกว่าเงินเดือนประจำของพนักงานบางบริษัทเสียด้วยซ้ำไป

2.อาชีพขายของออนไลน์ : ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์จัดจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ เช่น ลาซาด้า ช้อปปี้ อาลีบาบา ฯลฯ และช่องทางการไลฟ์สดขายสินค้านานาชนิดทางเฟซบุ๊ก และไลน์ สำหรับข้อดีคือ ไม่จำกัดพื้นที่ในการขาย มีสินค้าหลากหลาย และช่องทางให้เลือกมากมาย แต่ข้อเสีย คือมีการแข่งขันสูง พอ ๆ กับปัจจัยความเสี่ยงอื่น เช่น พวกมิจฉาชีพที่สวมรอย เป็นต้น โดยในปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่นิยมทำอาชีพเสริมนี้เป็นจำนวนมาก มีกลยุทธ์การขายที่แตกต่างกันออกไป มีการตัดราคากันเอง ส่งผลให้กำไรลดลง แต่อย่างไรก็ตามอาชีพเสริมนี้ก็ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อยอดช่องทางธุรกิจไปได้อย่างมหาศาลในอนาคต

3.อาชีพยูทูปเบอร์ : เน้นการขายไอเดียเป็นหลัก เรื่องอุปกรณ์กล้องและการตัดต่อ เป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้งานน่าสนใจ แต่จุดขายอยู่ที่เนื้อหาและการพัฒนารูปแบบนำเสนอใหม่ ๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นอาชีพเสริมทำเงินได้ไม่แพ้อาชีพหลักเลยทีเดียว เพราะช่องทางการสร้างรายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เข้ามาชมและกดติดตาม อีกทั้งรายได้จากสปอนเซอร์ โฆษณาต่าง ๆ ที่จะไหลมาเทมานั่นเอง หมวดหมู่การทำช่องไม่มีขอบเขตจำกัด ใครชอบทีมฟุตบอล อินเตอร์ มิลาน อาจทำช่องแนะนำประวัตินักเตะของทีมโปรดได้เช่นกัน อยู่ที่เราชอบนำเสนออะไรให้ผู้ชมติดตาม

4.อาชีพแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรแบบเกษตรทางเลือก : (เกษตรพอเพียง) เช่น การเก็บเกี่ยว ตัด หั่น และทำความสะอาดพืชผัก ก่อนที่จะจัดตกแต่งลงในบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด สวยงาม ถูกหลักอนามัย รวมถึงการแปรรูปผลผลิตไปเป็นผลไม้แช่อิ่ม ขนม เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง จำหน่ายได้ทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์

เห็นได้ชัดว่าถ้าเราตั้งใจหารายได้เพิ่มไม่เกี่ยงงานหนัก เราย่อมทำเงินเข้ากระเป๋าได้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามอาชีพทุกอาชีพ ล้วนมีคุณค่าและความสำคัญแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริม ล้วนแต่พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าของคน และนำมาซึ่งความสุขใจในแบบฉบับที่เราแต่ละคนได้วางแผนและออกแบบให้พอดีกับวิถีชีวิตของตนนั่นเอง

แนวคิดทำงานผ่านออนไลน์ ที่คนทำงานที่บ้านควรรู้ไว้

แนวคิดทำงานผ่านออนไลน์ ที่คนทำงานที่บ้านควรรู้ไว้

แนวคิดทำงานผ่านออนไลน์ ที่คนทำงานที่บ้านควรรู้ไว้

ปัจจุบันสามารถทำงานที่บ้านได้แล้ว โดยการใช้ทักษะด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทักษะการเขียน การใช้ภาษา การวาดและออกแบบกราฟิก ถ่ายรูป การทำวิดีโอ การพูดหรือการใช้เสียง ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกแนวความคิดสำหรับคนทำงานที่บ้าน เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้องก่อนทำงานออนไลน์ เพื่อช่วยให้มีรายได้ดีขึ้น ดังต่อไปนี้

แนวความคิดที่ 1 ทักษะออนไลน์เป็นสิ่งที่ฝึกกันได้
หลายคนคิดว่า ความรู้ความสามารถจะต้องเป็นคนมีพรสวรรค์ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทุกคนเกิดมามีความรู้ความสามารถเท่ากันเลย ไม่มีใครเก่งตั้งแต่เกิด สังเกตได้จากเด็กเล็กจนเจริญเติบโต ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็ต้องผ่านการฝึกฝน และหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเก่งทักษะด้านไหน มีทางเดียว คือ การฝึกฝน ด้วยการเริ่มต้นพิมพ์ค้นหาใน Google ในด้านที่คุณต้องการจะฝึก เช่น พิมพ์คำว่า ทักษะการเขียนบทความ เมื่อค้นหาแล้วจะเจอเว็บไซต์ซึ่งมีทั้งคลิปและบทความดี ๆ มากมาย ที่สอนเกี่ยวกับการเขียนบทความ

แนวความคิดที่ 2 ฝึกให้มีทักษะอย่างหลากหลาย
การฝึกหลายทักษะเป็นการสร้างความแตกต่างจากคนอื่น เมื่อมีความแตกต่างก็จะมีความสามารถหรือสร้างคุณค่าที่มากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปด้วย เช่น หากคุณมีทักษะทางด้านภาษา 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในการทำวิดีโอหรือทำคลิปลงยูทูป ก็จะช่วยให้คุณได้รับรายได้ทั้งสองทาง ในทางตรงข้าม หากคุณทำคลิปภาษาไทยเพียงอย่างเดียว ก็จะทำให้คุณได้รับรายได้ทางเดียว

แนวความคิดที่ 3 ความไว้ใจจากผู้คนหรือผู้ติดตามในโลกออนไลน์
การอยู่ที่บ้าน ก็สามารถทำให้ผู้คนในโลกทางออนไลน์รู้จักคุณได้ กรณีที่ไม่มีใครรู้จักเลย หากต้องการขายอะไรบางอย่างในโลกออนไลน์ โอกาสการมีรายได้ก็จะยากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีหลักการที่ทำให้ผู้คนได้รู้จัก คือ การแบ่งปันความรู้ไปให้ผู้อื่น หมายความว่า หากคุณเป็นเกษตรกรปลูกผักไร้สารเคมี คุณก็ทำคลิปสอนการการปลูกผักอย่างต่อเนื่อง หรือถ้ามีทักษะการเขียน ก็อาจจะทำ E-book (อีบุ๊ก) สอนการปลูกผักเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้คนเข้าใจได้ง่ายที่สุด เมื่อสินค้าและบริการของคุณมีคุณภาพก็จะทำให้ผู้คนประทับใจจนอยากบอกต่อหรือโปรโมทให้กับคุณ ในทางตรงข้าม หากสินค้าไม่มีคุณภาพ ถึงขายได้ก็จะขายได้เพียงครั้งเดียวหรือรักษาลูกค้าได้ไม่นาน

การหารายได้ในการทำงานผ่านระบบออนไลน์สำหรับคนทำงานที่บ้านนั้นไม่มีทางลัดแต่อย่างใด เพียงแค่ทราบแนวความคิดที่จะนำทางอย่างถูกต้องตามที่เรากล่าวไว้ข้างต้น แล้วลงมือฝึกฝนทักษะในทุกวัน คุณก็จะสามารถทำงานที่บ้านได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าเดินทาง รวมถึงยังมีเวลาให้ครอบครัวเพิ่มขึ้นด้วย