ทำงานที่บ้านหรือสำนักงานดีกว่ากัน

ข้อดีของการทำงานที่สำนักงาน

เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากในเวลานี้ ทำให้ทั้งโลกติดต่อกันง่ายมากขึ้น ทำให้แม้จะห่างกันครึ่งซีกโลกก็ยังสามารถพบปะพูดคุยกันได้ เกิดการสั่งสินค้าจากอีกประเทศ เผยแพร่วัฒนธรรมการกินอยู่ของแต่ละประเทศได้ง่ายขึ้น บางครั้งไม่จำเป็นต้องไปถึงประเทศนั้นด้วยตัวเอง ก็สามารถดูข้อมูลได้จากอินเทอร์เน็ต อ่านรีวิว หรือบทความเพื่อหาความรู้ได้เอง มีคลิปวิดีโอสอน หรือให้ความรู้มากมาย รวมถึงการทำงานด้วย เมื่อมีเทคโนโลยีที่ดีเข้ามาทำให้สามารถทำงานได้แทบทุกที่และตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศเพื่อไปทำงานอีกต่อไป จึงเกิดประเด็นข้อสงสัยว่าระว่างการ ทำงานที่บ้าน กับ การทำงานที่สำนักงานนั้น แบบไหนดีกว่ากัน ซึ่งเราได้นำข้อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย มาให้พิจารณากัน

ทำงานที่สำนักงาน

ข้อดีของการทำงานที่สำนักงาน

การประสานงานแต่ละแผนก หรือภายในแผนกเป็นไปได้ง่าย เพราะสามารถเห็นหน้า พูดคุยได้โดยตรง

ทราบเวลาปฏิบัติงานที่แน่นอน พนักงานต้องมีวินัย

พนักงานมีปฏิสัมพันธ์ มีสังคมในสำนักงาน สังคมกว้างขึ้น

มีบุคลากร พนักงาน เจ้านายคอยช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา

มีการพัฒนาศักยภาพในการทำงานแน่นอน เนื่องจากพบเจอผู้มีประสบการณ์มากกว่าเราในสำนักงาน

เหมาะสำหรับพนักงานใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์หรือประสบการณ์ในการทำงานน้อย เพื่อให้มีเพื่อนร่วมงานสอนงาน

ข้อเสียของการทำงานที่สำนักงาน

ต้องเดินทาง การเดินทางแต่ละวันทำให้เสียรายได้และเวลาไปมาก

เกิดปัญหาในด้านของบุคคลได้ง่ายเนื่องจาก นินทาว่าร้าย มีการเมืองในสำนักงาน

มีกฎระเบียบในสำนักงาน

การทำงานแบบเดิม ๆ ในทุกวัน ทำงานเป็นเวลา อาจทำให้เกิดอาการเบื่อหน่าย

บริษัทมีค่าใช้จ่ายสูงในการให้พนักงานทำงานที่บริษัท เช่น ค่าเช่าสำนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอุปกรณ์ทำงาน เป็นต้น

ทำงานที่บ้าน

ข้อดีของการทำงานที่บ้าน

มีอิสระ จัดสรรเวลาในการทำงานเอง

ตื่นมา ก็เริ่มทำงานได้ทันที ไม่ต้องเดินทางไปทำงาน

ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากมีสมาธิ ไม่ค่อยมีสิ่งรบกวนมากเท่าออฟฟิศ

ทำงานได้หลายอย่างในหนึ่งวัน

ช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัท เนื่องจากพนักงานไม่ได้เข้าออฟฟิศ

เหมาะกับคนที่มีวินัยสูง มีความรับผิดชอบสูง และสามารถควบคุมตนเองได้ เนื่องจากต้องจัดการเวลาในการทำงานเอง และเหมาะกับประเภทงานอิสระ ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับแผนกอื่นมากทำงานที่บ้านหรือสำนักงานดีกว่ากัน

ข้อเสียการทำงานที่บ้าน

ไม่มีสังคมเพื่อนร่วมงาน

ไม่มีมีบุคลากร พนักงาน เจ้านายคอยช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา

ต้องมีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เพียงพอกับการทำงาน

พนักงานต้องมีวินัยและความรับผิดชอบ เพื่อทำงานให้สำเร็จ

ไม่เหมาะสำหรับพนักงานใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในตำแหน่งนั้น ๆ

จะเห็นได้ว่าการทำงานที่สำนักงานหรือการทำงานที่บ้าน ต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและลักษณะประเภทของงาน ซึ่งแต่ละคนย่อมมีเหตุผล ความจำเป็น หรือความถนัดแตกต่างกันออกไป หลายคนไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ เพราะรู้ตัวเองว่าขาดวินัยและไม่มีแรงกระตุ้น จึงต้องการทำงานที่สำนักงานมากกว่า แต่บางคนที่ไม่ชอบความวุ่นวาย ต้องการอิสระในการจัดการเวลาทำงานเองได้ ก็เลือกทำงานที่บ้านแทน หางานตามความถนัดและมีวินัยในการทำงานมากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ สิ่งสุดท้ายที่ต้องไม่ลืมคือ ต้องมีรายได้ที่เพียงพอและมีความสุขในการทำงานด้วย

สิ่งที่เจ้าของบริษัทควรคิดถึง ในการให้พนักงานทำงานที่บ้าน

สิ่งที่เจ้าของบริษัทควรคิดถึง ในการให้พนักงานทำงานที่บ้าน

ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ในสมัยนี้ได้มีการปรับตัวเรื่องการทำงานด้วยการเปลี่ยนจากการทำงานที่ออฟฟิศมาเป็นการทำงานที่บ้านกันแล้วทั้งนั้น ถ้าองค์กรของคุณกำลังคิดวางแผนจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานมาเป็นที่บ้านกันอยู่ เรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่เจ้าขององค์กรควรคำนึงถึง

เจ้าขององค์กร ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

ประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าหรือไม่ : ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เปลี่ยนมาทำงานที่บ้านแล้วจะสามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานให้เท่าเดิมได้ ฉะนั้นผู้บริหารควรคำนึงถึงประสิทธิภาพในการทำงานหลังจากให้องค์กรเปลี่ยนไปทำงานที่บ้านด้วย

การบริหารค่าใช้จ่ายที่อาจต้องปรับ : แน่นอนว่าการทำงานที่บ้านจะทำให้ค่าใช้จ่ายขององค์กรลดลงแน่นอน ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารแล้วล่ะที่จะต้องคิดว่าจะนำค่าใช้จ่ายที่ลดลงนี้ไปต่อยอดด้านไหนให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง

ทุกคนต้องปรับตัว : สำหรับการเปลี่ยนสถานที่ทำงานจากออฟฟิศมาเป็นบ้านหรือนอกสถานที่นั้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเพราะทุกคนจะต้องควบคุมและรับผิดชอบหน้าที่ให้บรรลุตามเป้าหมายได้ด้วยตัวเองนั่นเอง

ความชัดเจนของหน้าที่ยังเหมือนตอนที่ทำงานในออฟฟิศ : การทำงานจากที่บ้านอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เพราะแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองและมีบางหน้าที่ที่จำเป็นต้องยกให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ดูแล ฉะนั้นการวางหน้าที่ให้ พนักงานทำงานที่บ้าน อย่างชัดเจน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อย

เทคโนโลยีหรือ software ตัวไหนที่เหมาะกับการทำงานที่บ้านสำหรับองค์กรของคุณ : การทำงานที่บ้านจะทำให้ขั้นตอนการทำงานหลายอย่างถูกตัดออกไป และการไม่ได้พบปะกันในที่ทำงานนั้นควรมีเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานขององค์กรยังคงราบรื่นต่อไป โดยเครื่องมือเหล่านี้ยังช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นกว่าตอนทำที่ออฟฟิศได้อีกด้วย

การสนับสนุนให้พนักงานได้พัฒนาตัวเอง : แม้ว่าการทำงานที่บ้านจะทำให้คนในองค์กรไม่ได้มาเจอกัน แต่องค์กรก็ควรสนับสนุนให้พนักงานทุกคนได้ฝึกทักษะและพัฒนาตัวเองต่อไป

การมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน : ไม่ว่าองค์กรของคุณจะเปลี่ยนสถานที่ไปทำงานที่บ้านหรือไม่ว่าจะเป็นที่ไหน สิ่งที่ทุกคนควรคำนึงถึงก็คือ เรื่องเป้าหมายขององค์กร เพื่อให้แต่ละคนยังสามารถทำงานได้ตามความคาดหวังที่องค์กรกำหนดไว้

การทำงานที่บ้านนั้น ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ที่กำลังมาแรงเฉพาะในบริษัท start-up เท่านั้น แต่ยังเป็นวิถีชีวิตของการทำงานที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงองค์กรของคนทั่วโลกเลยทีเดียว ถ้าคุณมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำงานมาเป็นที่บ้านแล้วล่ะก็ ลองนำข้อคิดทั้ง 7 ข้อที่เรานำมาฝากในวันนี้ไปปรับใช้ต่อไป

เจ้าขององค์กร ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

อาชีพ ทำงานที่บ้าน รายได้พอเลี้ยงครอบครัว

อาชีพ ทำงานที่บ้าน รายได้พอเลี้ยงครอบครัว

การทำงานไกลบ้าน ตื่นแต่เช้ามืด ออกจากบ้านตอนฟ้าสาง รถติดจนฟ้าสว่าง ก็ยังไม่ถึงที่ทำงาน เย็นออกจากที่ทำงาน ถึงบ้านดึก งานแบบนี้ใครหลายคนคงไม่ปรารถนาจะทำสักเท่าไหร่ ถึงจะเป็นงานที่ค่าตอบแทนสูง แต่พอคิดหักรายจ่ายทั้งหลายแล้ว กลับแค่พออยู่ไปเป็นเดือน ๆ ทำให้หลายคนอยากหางานทำใกล้บ้าน หรือหางานทำที่บ้าน เพื่อลดรายจ่ายในส่วนอื่น และเงินเก็บที่เพิ่มขึ้น

งานที่สามารถทำที่บ้านและมีกำไร

งานขายของออนไลน์ ว่าไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของการ ขายของออนไลน์ คนเริ่มหันมาจับจ่ายซื้อขายกันทางออนไลน์มากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถหาแหล่งสินค้าและเลือกสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดมาขายได้ แต่ช่วงแรกของการขายอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิด อาจจะต้องทนรอ 3-6 เดือน เพื่อให้ร้านเป็นที่รู้จัก มีหลายเว็บไซต์ที่แบ่งพื้นที่ให้ลงขาย เช่น Shopee, LAZADA, Kaidee, Lnwshop, Ebay เป็นต้น งานขายของออนไลน์สามารถสร้างกำไรให้คุณได้ จนรายได้พอเลี้ยงครอบครัวเลยล่ะ

งานฝีมือ งานฝีมือหรืองานแฮนด์เมด มีให้ทำหลากหลายงาน เช่น การเย็บกระเป๋า ทั้งกระเป๋าสตางค์ กระเป๋าถือ กระเป๋าสาน การถักโครเชต์ การถักลูกไม้ ทำสบู่แฟนซี ร้อยลูกปัด สมุดทำมือ เครื่องประดับ สร้อย แหวน กำไล ประดิษฐ์ของชำร่วย พับเหรียญโปรยทาน เป็นต้น ซึ่งงานฝีมือเหล่านี้สามารถรับเป็นงานจ้าง โดยหางานได้จากเว็บไซต์ หรือทำขายเองตามหน้าร้านหรือเว็บไซต์ก็ได้อีกทาง

การรับจ้างทำงานโหล การรับจ้างทำงานโหลจากโรงงาน จากเว็บไซต์ เป็นงานที่สามารถทำได้ที่บ้านหรือจะรับทำเป็นอาชีพเสริมหลังเลิกงานก็ได้ เพียงแต่คุณต้องมีความสามารถตรงตามต้องการกับที่ผู้ว่าจ้างกำหนด มีความรับผิดชอบ ส่งตรงเวลา ซื่อสัตย์ ส่งงานครบตามที่รับมา การรับจ้างทำงานโหลมีหลายรูปแบบ เช่น

1. การแพ็กสิ่งของ เช่น ยางรัดผม กิ๊บ กระดุม ชองชำร่วย ต่างหู

2. การพับ เช่น การพับถุงกระดาษ พับถุงกาแฟ พับถุงป๊อปคอร์น พับซองการ์ด

3. การตัด เช่น การตัดริบบิ้น การฉีกเชือกฟาง

แต่ก่อนที่จะรับจ้างทำงานโหล ควรตรวจสอบร้าน นายจ้าง โรงงาน เป็นอย่างดี ป้องกันความเสี่ยง โดนหลอก โดนโกง หลีกเลี่ยงงานที่มีลักษณะขอเก็บเงินค่าวัสดุ ค่ามัดจำต่าง ๆ จากเรา เพราะโอกาสถูกโกงสูงมาก ดังที่มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

รับจ้างดูแลเพจ เฟสบุ๊ก โซเชียลมีเดีย แอดมินดูแลเพจหรือการรับจ้างดูแลเพจ เฟสบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์แอด สามารถทำงานได้ง่าย ๆ ทุกที่ทุกเวลา ขอแค่เพียงมีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือแค่มีโทรศัพท์สักเครื่องก็พอ ทำหน้าที่ดูแล ตอบคำถาม รับออเดอร์ หรือบางครั้งอาจะรวมไปถึงการทำแบนเนอร์โฆษณา ดูแลคอนเทนต์ รูปภาพโฆษณา ซึ่งการเป็นแอดมิน ต้องมีการโพสต์อย่างสม่ำเสมอและน่าสนใจ

เปิดร้านเป็นเจ้าของธุรกิจเอง ถ้าบ้านใครอยู่ในละแวกชุมชน มีคนสัญจรผ่านไปมา ก็สามารถเปิดร้านขายของเองทำธุรกิจเล็ก ๆ หน้าบ้าน เช่น ขายขนมปัง ขนมไทย เบเกอรี่ อาหารกล่อง เครื่องดื่ม เป็นต้น หรือถ้าใครสถานที่ไม่อำนวยก็สามารถขายในช่องทางออนไลน์ได้

การ ทำงานที่บ้าน นอกจากจะได้อยู่ใกล้ครอบครัว ลดค่าใช้จ่าย ยังสามารถมีงานที่ทำให้เกิดรายได้ พอเลี้ยงครอบครัว แต่ยังไงก็ตามแต่ งานทุกงานต้องอาศัยความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นอดทนเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ดังนั้น การทำงานที่บ้าน ก็ต้องใช้หลักการนี้เช่นกัน

งานที่สามารถทำที่บ้านและมีกำไร

ทำไมบริษัทยุคใหม่ถึงหันมาจ้างให้พนักงานทำงานที่บ้าน

ทำงานที่บ้านช่วยแก้ปัญหางานในออฟฟิศ

สมัยนี้ การทำงาน ที่บ้านไม่ได้เป็นสไตล์การทำงานของคนที่เป็นฟรีแลนซ์อีกต่อไปแล้ว เพราะหลายบริษัทมีการปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานจากนั่งประจำออฟฟิศมาเป็นการทำงานที่บ้านมากขึ้น ว่าแต่การทำงานรูปแบบนี้จะมีข้อดีและช่วยแก้ปัญหาการทำงานในออฟฟิศได้อย่างไรบ้างเรามาดูกัน

ทำงานที่บ้านช่วยแก้ปัญหางานในออฟฟิศ

ประหยัดค่าใช้จ่ายที่ต้องเช่าสำนักงานรวมถึงค่าน้ำค่าไฟและค่าบริหารจัดการอื่นๆ

การมีออฟฟิศไม่ได้มีเพียงค่าเช่าสถานที่เท่านั้นแต่ยังมีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบำรุงสถานที่และค่าใช้จ่ายจิปาถะ เช่น ค่าป้องกันอัคคีภัย ค่าประกันที่ต้องชำระล่วงหน้า แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะหมดไปแค่เปลี่ยนมาเป็นการให้พนักงานทำงานที่บ้าน ซึ่งบริษัทยังสามารถนำเงินที่จะเช่าออฟฟิศไปเป็นรางวัลให้กับพนักงานหรือสวัสดิการอื่นๆ ได้อีกด้วย

ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมืองที่เปลี่ยนไป

คนเมืองส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ตัวอย่าง คนกรุงเทพฯ ที่ต้องใช้เวลาบนท้องถนนมากพอๆ กับเวลาทำงานเกือบทั้งวัน ทำให้หลายคนเลือกตัดปัญหาที่ต้องใช้ชีวิตบนถนนเป็นระยะเวลานานๆนี้ออกไปแต่ยังสามารถทำงานได้ ซึ่งนั่นก็คือการทำงานที่บ้านนั่นเอง

การทำงานที่บ้านอาจทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ได้ดีกว่าการไปนั่งในออฟฟิศ

เราสามารถบอกได้ว่าการทำงานที่บ้านนั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยมีหลายบริษัทที่ทำการทดลองเปรียบเทียบพนักงานทำงานที่บ้านกับพนักงานทำงานที่ออฟฟิศ ปรากฎว่าพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

เป็นการลดอุปสรรคในการทำงานที่ไม่จำเป็นออกไป

เราจะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องการตอกบัตรหรือแกสนนิ้วเพื่อเข้าออกงานล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการทำงานมากเท่ากับผลลัพธ์และวิธีการดำเนินงาน แต่กลับเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายองค์กรต้องการให้พนักงานทำต่อไป

พนักงานป่วยน้อยลง

หลายครั้งการลาป่วยของพนักงานนั้นมาจากความเครียดสะสมจากที่ทำงาน เพราะต้องรับความกดดันหลายอย่างตั้งแต่เดินเข้าออฟฟิศไปและไม่มีสถานที่หรือวิธีการจัดการกับความเครียดเหล่านี้ออกไปได้จึงเป็นสาเหตุของการป่วยในที่สุด

ช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานให้น้อยลงได้

การลาออกของพนักงานเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องกุมขมับเพราะทำให้งานไม่ต่อเนื่องและยังสื่อถึงวัฒนธรรมองค์กรบางอย่างอีกด้วย ซึ่งการทำงานที่บ้านที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนทำงานมากขึ้นนั้นสามรถช่วยลดอัตราการลาออกนี้ได้

ถ้าบริษัทของคุณยังอยู่ในสไตล์การทำงานที่ให้พนักงานต้องตื่นนอนตอนเช้าเพื่อแสกนนิ้วเข้างานและออกงานช่วงดึกรวมถึงยังต้องทำโอทีด้วยล่ะก็อาจถึงเวลาที่ต้องคิดถึงสไตล์การทำงานจากที่บ้านแล้วล่ะ

ทำไมบริษัทยุคใหม่ถึงหันมาจ้างให้พนักงานทำงานที่บ้าน

อะไรคือข้อดีของการทำงานที่บ้าน มีดีมากกว่าที่คิด

อะไรคือข้อดีของการทำงานที่บ้าน มีดีมากกว่าที่คิด

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ชอบอิสระ จึงชอบสไตล์การทำงานจากที่บ้าน ซึ่งผู้ปกครองหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย และยังไม่รู้ถึงข้อดีอีกหลายด้าน ซึ่งเราได้รวมข้อดีที่น่าสนใจจากการทำงานที่บ้านมาฝากกัน ดังนี้

ทำงานที่บ้าน ดีอย่างไร

1. ไม่มีค่าเครื่องแต่งกายและเครื่องสำอาง

การทำงานที่บ้านไม่จำเป็นต้องแต่งตัวสวยงามหรือแต่งหน้าทำผม จึงไม่มีค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง เป็นวิธีที่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายพันบาทต่อเดือน หากนำเงินส่วนนี้ไปเป็นเงินเก็บหรือต่อยอดด้านการลงทุนในหุ้น ก็จะมีส่วนผลกำไรหรือปันผลตอบแทนกลับมาได้อีกด้วย

2. ไม่ต้องเผชิญปัญหารถติด

ปัญหารถติดถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องเจอทุกวันถ้าทำงานออฟฟิศ เพราะเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของคนกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ ผู้คนต้องใช้เวลาในแต่ละวันประมาณ 2-3 ชั่วโมงเพื่อการเดินทางและยังต้องเผชิญกับภาวะความเครียดบนท้องถนน การทำงานที่บ้านเท่ากับตัดปัญหาความเครียดจากสิ่งแวดล้อมไปได้อย่างมาก

3. ช่วยประหยัดค่าเดินทางและค่าอาหาร

การเดินทางด้วยรถส่วนตัวต้องมีค่าทางด่วน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือถ้าใช้บริการรถสาธารณะ ก็ต้องมีค่าบริการรายวันหรือรายเดือน ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้วอาจเท่ากับ 1 ใน 3 ของเงินรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน สำหรับค่าอาหารก็เป็นสิ่งที่ตามมาเช่นกันเมื่อทำงานในระบบออฟฟิศ เพราะทุกคนต้องรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนฝูง ทำให้มีรายจ่ายหลายพันบาทต่อเดือน หากทำงานที่บ้านก็เท่ากับคุณสามารตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้อย่างแน่นอน

4. สามารถทำงานได้หลายอย่างพร้อมกัน

หากคุณทำงานที่ออฟฟิศ คุณจะต้องทำงานในบทบาทหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ถ้าจะขายของออนไลน์ การเขียนบทความขาย การเล่นหุ้น ฯลฯ ระหว่างทำงานด้วย ก็จะทำให้ถูกหัวหน้าตำหนิเอาได้ การทำงานที่บ้านจึงเป็นช่องทางที่ทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ต้องการได้พร้อมกันที่จะทำให้มีรายได้เข้ามาจากหลาย ๆ ทาง โดยที่คุณใช้เวลาเท่าเดิม

5. มีเวลาให้กับการออกกำลังกาย

หลายคนอ้างว่าการทำงานทุกวันก็มีทั้งความเครียดและต้องใช้เวลากับการเดินทาง ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับการออกกำลังกายเลย ดังนั้น ถ้าคุณเปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน คุณจะสามารถจัดสรรเวลาให้กับตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ความเครียดน้อยลง คุณจะมีเวลาออกกำลังกายที่ชอบได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ซึ่งคุณก็สามารถที่จะไปเข้าฟิตเนสได้ตลอดเวลา

จะเห็นได้ว่า การทำงานที่บ้านสามารถที่จะทำให้คุณได้รับประโยชน์หลากหลายด้าน ทั้งนี้ก็ควรเลือกงานที่เหมาะสมกับความชอบและทักษะของตัวเอง เพื่อให้มีรายได้ที่เลี้ยงตัวเองและมีความสุขในทุก ๆ วันได้เป็นอย่างดี

ทำงานที่บ้าน ดีอย่างไร

อาชีพเสริมแบบทำงานที่บ้าน มีอะไรน่าสนใจ 2020

อาชีพเสริมแบบทำงานที่บ้าน มีอะไรน่าสนใจ 2020

การทำอาชีพเสริมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในยุค 2020 เนื่องจากเราต่างต้องเจอกับความไม่แน่นอนของสภาพตลาดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และยังเสี่ยงต่อการตกงานเมื่อบริษัทต่าง ๆ ขาดทุนต้องยกเลิกกิจการ

การทำงานที่บ้านเป็นอาชีพเสริมที่ประหยัดต้นทุนการเดินทางและทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวได้มากขึ้นด้วย จะมีอะไรบ้างที่น่าสนใจในปี 2020 มาดูพร้อมกันเลย

1. การรับทำบทความออนไลน์

การทำงานส่งระบบออนไลน์เป็นที่นิยมมาก หากคุณเป็นนักอ่านที่ชอบเขียนเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ก็สามารถสมัครเป็นนักเขียนแบบอิสระที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ แค่ส่งบทความทางออนไลน์ให้บริษัทที่ต้องการนำไปใช้กับเว็บไซต์เพื่อกระตุ้นยอดขายหรือทำให้มีเรื่องราวใหม่ ๆ ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอ่าน ก็เท่ากับคุณมีโอกาสเพิ่มรายได้จากที่บ้านได้นับหมื่นบาทต่อเดือน

2. ทำงาน DIY

งาน DIY เป็นงานที่ขายได้เสมอ โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนที่มีอิสระทางความคิดสูง กล้าคิด ชอบนำสิ่งเล็กน้อยมาผสมกันได้เป็นงาน DIY ชิ้นใหม่ ๆ ที่แปลกตา ไม่เคยมีคนทำ จะทำให้สามารถวางขายได้ง่าย โดยเฉพาะทาง Facebook และ Instagram ที่มีคนต่างชาติจำนวนมากชื่นชอบงาน DIY อยากจะสนับสนุนคุณ หรือหากจะทำเป็นคลิปสอนทำงานฝีมือในสไตล์ของคุณด้วยก็จะยิ่งทำให้ขายได้ง่ายขึ้น

3. ทำ Youtuber

การเป็นช่องยูทูปเป็นวิธีหารายได้เสริมที่หลายคนสร้างเงินเดือนได้มากกว่ารายได้หลักจนลาออกจากงานประจำมาแล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องหาสถานที่ถ่ายทำนอกบ้าน ถ้าคุณมีงานอดิเรก เช่น เลี้ยงลูก เล่นกับสัตว์เลี้ยง ทำกับข้าว ดูแลคุณปู่คุณย่า ฯลฯ ก็สามารถศึกษาการถ่ายทำกับกล้องมือถือ อัดเป็นคลิปตลก ๆ ทำให้คนดูอารมณ์ดี ทำให้มีรายได้เข้ากระเป๋าได้ไม่จำกัด ขอเพียงมีเวลาที่จะนำคลิปใหม่ ๆ มาเสนอ ก็การันตีได้ว่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

4. รับจ้างซักรีดผ้า

ปัจจุบันผู้คนเร่งรีบกับการต้องออกไปทำงาน และยังต้องทำ OT ทำให้ไม่มีเวลาในการดูแลเสื้อผ้าด้วยตัวเอง หลายคนจึงเห็นช่องทางในการสร้างรายได้ โดยการรับจ้างซักรีดผ้าให้ ซึ่งอาจเริ่มทำกับเพื่อนบ้านหรือคนในที่ทำงาน หลังจากนั้นจะเกิดกระแสการจ้างงานปากต่อปาก หรือคุณอาจสมัครเป็นสมาชิกรับงานในกลุ่ม facebook ก็ได้เช่นกัน

จะเห็นว่า ยังมีงานอีกมากมายที่สามารถทำได้จากที่บ้าน เป็นอาชีพเสริมที่คุณสามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนหรือเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าคอร์สแต่อย่างใด เพียงเลือกที่ตรงกับความสนใจและทำอย่างจริงจัง ก็จะมีรายได้เข้าสู่ครอบครัวมากขึ้นแน่นอน

ทำงาน DIY

ทำงานที่บ้านหรือทำงานในบริษัทแบบไหนดีกว่ากัน

ทำงานที่บ้านหรือทำงานในบริษัทแบบไหนดีกว่ากัน

ในยุค 2019 ที่ระบบการสื่อสารเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนและการส่งข่าวข้อมูลต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว การประกอบอาชีพจึงลดข้อจำกัดที่จะต้องทำงานในออฟฟิศเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ก็มีคนจำนวนมากกังวลว่า หากเลือกทำงานที่บ้าน ก็จะหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย และเสียโอกาสในการเติบโตของสายงานไป

เราจึงรวบรวมประเด็นที่ทุกท่านต้องพิจารณาก่อนเลือกเปลี่ยนสายงาน มาฝากกัน ดังนี้

1. สายอาชีพที่ทำ

หากคุณทำงานสายสาธารณสุข เช่น พยาบาล ผู้ช่วยแพทย์ เป็นต้น ก็จำเป็นจะต้องทำงานในโรงพยาบาลหรือศูนย์ดูแลผู้ป่วยรูปแบบต่าง ๆ จึงจะมีโอกาสเติบโต มีการขึ้นเงินเดือนตามประสบการณ์ ทั้งนี้ จะไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ในสายอาชีพนี้ (หากต้องการให้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น ก็ต้องขอย้ายสาขาหรือเลือกสถานที่ทำงานที่เดินทางได้อย่างสะดวก) เมื่อเทียบกับ กรณีที่ทำงานสายกราฟฟิก งานผลิตสื่อมัลติมีเดีย งานนักเขียน นักวาดการ์ตูน ฯลฯ จะสามารถเลือกรับงานเป็นแบบฟรีแลนซ์ โดยทำงานจากที่บ้านและส่งงานให้ลูกค้าทางออนไลน์หรือนัดพบเมื่อจำเป็นได้

2. เงินเก็บที่มีอยู่เป็นทุนสำรอง

การเปลี่ยนงานจากการเป็นลูกน้องในออฟฟิศ มาเป็นนายตัวเองแบบฟรีแลนซ์รับส่งงานจากที่บ้าน เรียกได้ว่ามีความเสี่ยงสูงในยุคเศรษฐกิจที่ผันผวนตามสงครามการค้าและศึกค่าเงินต่าง ๆ ทำให้การจ้างงานไม่แน่นอน ไม่สามารถการันตีรายได้ที่แน่นอนได้ หากไม่มีเงินทุนสำรองไว้ใช้จ่ายประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ก็จะเสี่ยงต่อการชักหน้าไม่ถึงหลัง อาจต้องเป็นหนี้สินเพิ่มพูนจากการกู้หรือใช้บัตรเครดิตในช่วงเวลาอันสั้น ที่สำคัญคือ จะทำให้มีความเครียดสูงขึ้นอย่างมากด้วย

3. ความจำเป็นในการดูแลสมาชิกในครอบครัว

หากกำลังวางแผนมีลูก หรือต้องดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วย ต้องคิดให้รอบคอบว่า ค่าใช้จ่ายที่จะตามมาเป็นจำนวนเงินเท่าใดต่อเดือน เพราะการเปลี่ยนงานเพื่อการดูแลสมาชิกในครอบครัว แม้ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ก็ทำให้รายได้น้อยลงด้วย อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการดูแลความเจ็บป่วยตามมาอีกมาก กรณีที่จะจ้างบุคคลภายนอกจากศูนย์เอกชนมาดูแล ก็จะมีปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายและก็ไม่สามารถไว้วางใจได้ในความปลอดภัยได้ทั้งหมด ดังที่เห็นข่าวการทำร้ายร่างกายและการชิงทรัพย์จากเจ้าบ้าน จึงเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองให้ดี

จะเห็นได้ว่า การเลือกว่าจะทำงานที่บ้านหรือเป็นลูกจ้างในออฟฟิศ มีประเด็นที่จะต้องคิดหลากหลายด้าน ซึ่งควรไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแผนชีวิตหรือเปลี่ยนเส้นทางการทำงาน เลือกในสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับสถานภาพของตนเอง จึงจะทำให้ไม่ประสบปัญหาการว่างงาน หรือมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในยุคปัจจุบัน

พิจารณาก่อนเลือกเปลี่ยนสายงาน

ถูกหลอก! เพราะต้องการหารายได้จากการทำงานที่บ้าน

ต้องการหารายได้จากการทำงานที่บ้าน

จากสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ที่เข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงมาระยะเวลาหลายปี ผู้คนจำนวนมากก็ยังมีความหวังที่จะหารายได้เพิ่มเติมจากงานประจำ แต่เพราะเวลาทำงานประจำนั้นก็มีมากอยู่แล้ว เวลาที่เหลืออยู่คือเวลาที่บ้านและวันหยุด คำว่า ทำงานที่บ้าน จึงผุดขึ้นในความคิด ไม่ใช่สิบหรือร้อยคน แต่เป็นแสน ๆ คน ซึ่งความคิดดังกล่าวนั้นถือว่าน่าชื่นชมที่มีความขยันและต้องการแสวงหารายได้เพิ่มจากเวลาว่างที่เหลืออยู่ แต่ก็กลับกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพหลอกลวงได้โดยง่าย

งานหลอกลวงที่ดึงความสนใจสำหรับ คนทำงานที่บ้าน

อาชีพเสริมนั้นมีหนทางให้เลือกมากมาย แต่หลายคนที่ไม่มีเงินทุนมากที่จะเช่าร้าน แผงค้าขาย หรือไม่มีเวลาที่จะไปทำอาชีพเสริมใดอีก เมื่อพบกับโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ก็จะสนใจทันที เมื่ออ่านถ้อยคำที่ชวนเชื่อ ในทำนองที่ว่าเป็นงานง่าย ๆ ไม่ต้องลงทุน รับงานไปทำ ส่งงานแล้วก็รับเงิน งานทำนองนี้จะเป็นงานประเภททำได้ไม่ยากนัก เช่น คัดแยกหนังยางสีสันต่าง ๆ ออกจากกัน แล้วรวมเป็นห่อ ๆ หรือคัดแยกกระดุม ลูกปัดตามสีที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีงานเขียนนิทาน งานพับกระดาษเป็นรูปนกรูปดาว งานปักครอสติช และยังมีงานอีกหลายแบบสุดแท้แต่ที่จะคิดขึ้นมาหลอกลวงกัน

งานดังกล่าว แท้จริงแล้วคือสิ่งบังหน้าเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่จะสอดแทรกเข้ามาแบบที่ไม่ให้เหยื่อรู้ตัวคือการสร้างแรงจูงใจเรื่องรายได้ เมื่อคูณกับจำนวนที่ทำได้ก็จะเป็นเงินก้อนที่มองแล้วว่าคุ้มในการทำงาน จากนั้นจะมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่สำคัญก่อนทำงานคือ ค่าสมัคร และค่ามัดจำต่าง ๆ นี่คือสัญญาณแรกที่บอกได้ทันทีว่างานนั้นเชื่อถือได้หรือเป็นงานหลอกลวง ลองคิดดูว่าถ้ามีคน 100 คน ต่อวัน สมัครงานและชำระค่ามัดจำเพียง 100 บาทให้กับมิจฉาชีพ เขาก็ได้เงินตรงนี้แล้ว 10,000 บาท ต่อวัน

เหตุการณ์ต่อมาหลังจากโอนเงินค่ามัดจำไปแล้ว ก็จะได้รับของส่งมาให้ทำ มีข่าวว่าบางรายโอนเงินไปแล้วก็ขาดการติดต่อทันที เพราะเขาได้เงินไปแล้ว หรือบางรายก็ได้รับของมาให้ทำและมีการโอนค่าจ้างกลับมาให้ เมื่อเห็นว่ามีการจ่ายค่าจ้างจริง ก็จะเริ่มหลงเชื่อว่าไม่น่าจะหลอกลวง จากนั้นมิจฉาชีพจะหลอกต่อไปอีกขั้นตอนคือการเพิ่มวงเงินมัดจำของเพื่อรับงานจำนวนที่มากขึ้นอีก

ขอยกตัวอย่าง งานแยกหนังยางรัดผมสีต่าง ๆ มัดจำชุดละ 300 บาท เมื่อทำเสร็จจะได้รับค่าจ้าง 600 บาท เท่ากับว่าได้กำไรไม่รวมค่าแรงคือ ชุดละ 300 บาท หากต้องการเงินกำไร 3,000 บาท ก็สั่งของ ทีละ 10 ชุด ก็คือต้องโอนเงินไปมัดจำ 3,000 บาท เพื่อหวังค่าจ้าง 6,000 บาท วิธีนี้คือการยกระดับเงินลงทุน หลังจากเหยื่อเชื่อใจและโอนเงินไปแล้ว มิจฉาชีพก็เพียงไม่ส่งของมาและปิดตัวขาดการติดต่อไป เหยื่อก็สูญเงินลงทุน 3,000 บาทไปโดยปริยาย

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสร้างความเสียหายให้กับผู้คนจำนวนมาก หวังว่าบทความนี้จะช่วยเตือนสติให้กับผู้ที่กำลังคิดจะ ทำงานที่บ้าน ได้ฉุกคิดว่างานที่หมายตาไว้นั้น จะทำให้ได้เงินหรือเสียเงินกันแน่ จุดสังเกตที่สำคัญคือ “งานใดที่ให้โอนค่าสมัครและค่ามัดจำก่อน ก็พึงระวังงานนั้นให้มาก”

ถ้าคุณผู้อ่านที่อยากทำงานที่บ้านจริง ขอให้ทำงานด้วยตัวเอง เช่น ประดิษฐ์ของ DIY หรือของตกแต่ง กรอบภาพ ถ่ายภาพ วาดภาพ หรืองานฝีมือตามที่ถนัด แล้วนำงานไปประกาศลงขายในเว็บไซต์ ซึ่งจะมีโอกาสสร้างรายได้แน่นอนกว่า

งานหลอกลวงที่ดึงความสนใจสำหรับ คนทำงานที่บ้าน

จัดสภาพแวดล้อมทำงานที่บ้านอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

จัดสภาพแวดล้อมทำงานที่บ้านอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

ทุกวันนี้มีหลายปัจจัยสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานประจำก็ทำงานส่งไปออฟฟิศได้รวดเร็วง่ายดาย หรือจะเป็นงานอิสระที่ตอบโจทย์ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ลงตัว บริษัทไม่จ้างพนักงานประจำและรับพนักงานสัญญาจ้างและฟรีแลนซ์มากขึ้น เพียงมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตก็ที่ทำงานจากที่บ้านได้ตลอดเวลา แต่เพื่อให้ผลงานมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีมากกว่าอุปกรณ์ออฟฟิศทันสมัย ต้องจัดการสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่สะดวกสบายด้วย ทั้งมุมทำงานที่ไม่มีใครรบกวน โต๊ะทำงานและเก้าอี้ที่ปรับได้ แสงสว่างเพียงพอสำหรับการทำงาน และสิ่งอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณามากมาย

ความสำคัญของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่บ้าน

สภาพแวดล้อมการทำงานที่บ้านมีความสำคัญและส่งผลดีต่อผลงานอย่างแน่นอน ไม่ว่าใครก็อยากมีโฮมออฟฟิศทันสมัยที่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แสงสว่างจะมาจากหลอดไฟหรือแสงธรรมชาติก็ต้องสว่างกำลังดี ไม่จ้าจนต้องหรี่ตาหรือแสงสลัวทำให้อ่านยากและปวดหัว ในส่วนของอุปกรณ์ทำงาน ควรเลือกโต๊ะที่เหมาะกับงานและดีต่อสุขภาพในระยะยาว เก้าอี้ปรับได้ตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อให้การรองรับที่เหมาะสม ไม่ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปหรือแล็ปท็อปควรปรับจอให้อยู่ในระดับสายตา ไม่ก้มศีรษะทำให้ปวดคอ ปวดหัว ปวดหลังเมื่อนั่งทำงานไปนาน ๆ นอกจากนั้นควรลงทุนกับเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่นที่ถ่ายสำเนาและสแกนเอกสารได้ มีกะทัดรัดไม่เปลืองพื้นที่ การจัดการพื้นที่ทำงานก็เป็นเรื่องสำคัญ ซื้อตู้หนังสือหรือชั้นวางของสำหรับเก็บเอกสาร ปากกา กระดาษ แฟ้ม นามบัตร และอุปกรณ์อื่น ๆ ทุกอย่างอยู่ถูกที่ถูกทางไม่เสียเวลาค้นหา

ห้องทำงานในฝันควรมีหน้าต่างที่เปิดออกสูดอากาศบริสุทธิ์ จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่ออารมณ์ ช่วยลดความเครียดและดีต่อสุขภาพด้วย หากทำงานให้ห้องติดแอร์แนะนำให้ใช้เครื่องฟอกอากาศด้วย เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง เชื้อโรค และกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดจากการทำอาหารในบ้าน มั่นใจว่าไม่ได้หายใจเอาอากาศสกปรกและสารก่อภูมิแพ้เข้าไป

ความสำคัญของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่บ้าน

สำนักงานในบ้านจะปรับแต่งให้เป็นส่วนตัวอย่างไรก็ได้ ทาสีผนัง รูปภาพและงานศิลปะ กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศ การประดับต้นไม้ในสำนักงานส่งผลดีต่อสุขภาพ ลดความเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคปวดหัว ตาแห้ง ลดอาการไอ ลดความเครียด รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้น มีสมาธิ และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การนั่งทำงานนาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม ร่างกายอ่อนล้า และเกิดโรคร้ายอย่างโรคอ้วน โรคเครียด เบาหวาน โรคหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งทำงานเป็นเวลานาน แนะนำว่าการหยุดพักทุกชั่วโมง แม้เพียง 10 นาทีก็จะดีต่อสุขภาพมากทีเดียว คุณอาจใช้แอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือตั้งเวลาเตือนให้หยุดพักออกไปเดินรอบ ๆ บ้าน มองวิวและต้นไม้สีเขียวมองออกไปในระยะไกลหรือจ้องมองต้นไม้สีเขียวให้ด้วยตาได้พักผ่อนจากแสงจ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ ลดอาการเกร็ง และช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงด้วยตามากขึ้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทำงานที่บ้านให้ประโยชน์มากมาย สามารถสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน สำคัญว่าต้องวางแผนจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีด้วย

ทำงานที่บ้านรวยได้ไม่ต้องง้อการเดินทาง

ทำงานที่บ้านก็มีรายได้และเงินเหลือเก็บ 2019

ปัจจุบัน การทำงานที่บ้านเป็นที่นิยมมาก เนื่องจากสามารถทำให้บริหารเวลาและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้การทำงานยุคใหม่จะใช้ระบบอินเตอร์เน็ตและมือถือในการช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้ในต้นทุนต่ำลงด้วย

ในบทความนี้ เราจึงมีตัวอย่างของการทำงานที่บ้านที่สามารถสร้างรายได้โดยที่ไม่ต้องรอการเดินทางมาฝากกัน ดังนี้

1. การรับจ้างพิมพ์งานและวิเคราะห์งานวิจัย เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ เพราะคนส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ้คที่ใช้พิมพ์งานได้อยู่แล้ว แม้จะพิมพ์สัมผัสไม่เป็น แต่การเรียนรู้ก็ไม่ได้ยากเกินไป ทั้งยังมีโปรแกรมที่ช่วยในการพิมพ์ต่าง ๆ อีกมากมาย

ในส่วนของการวิเคราะห์งานวิจัยที่ต้องใช้โปรแกรมพิเศษ เช่น spss ก็เป็นสิ่งที่สามารถซื้อหนังสือมาอ่านได้ หากมีความชื่นชอบในเรื่องการวิเคราะห์ในเชิงสถิติ ยังสามารถเขียนเป็นบทความวิเคราะห์ได้อีกต่อหนึ่งด้วย

2. การประดิษฐ์งานแบบแฮนด์เมด งานฝีมือยังเป็นที่นิยม เพราะเป็นสิ่งที่มีชิ้นเดียวในโลก ไม่มีซ้ำกัน เช่น การทำพวงกุญแจ เสื้อ กระเป๋า ฯลฯ ซึ่งสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องหากมีไอเดียที่ทันสมัย เช่น การนำวัสดุรีไซเคิล ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่ใช้แล้วมาตัดตกแต่งเป็นพวงกุญแจ

หลังทำเสร็จแล้วก็สามารถที่จะนำไปโพสต์ขายในอินเทอร์เน็ต เกิดรายได้เข้าสู่กระเป๋าได้อีกช่องทางหนึ่ง ในระยะแรกอาจจะต้องทำเป็นงานเสริมควบคู่กับงานประจำแต่หากติดตลาดหรือเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ ก็จะทำให้มียอดจำหน่ายที่เพิ่มสูงขึ้นจนอาจจะเป็นรายได้หลักแทนงานประจำที่เคยทำ แต่ทำแบบอยู่ที่บ้านก็ได้

ตัวอย่างของการทำงานที่บ้านที่สามารถสร้างรายได้

3. การเป็นนักรีวิว หลายคนจะชอบออกจากบ้านเมื่อไปท่องเที่ยวหรือว่ารับประทานอาหารที่อร่อย ก็สามารถที่จะเก็บภาพถ่ายและข้อมูลที่น่าสนใจ แล้วนำมารีวิวเป็นบทความที่น่าอ่าน เป็นการเดินทางออกจากบ้านในแบบที่คุณพอใจ ไม่ต้องตื่นเช้า ออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมง เพื่อเข้างาน 8.00-17.00 น. ตามเวลาออฟฟิศแบบคนอื่น

บทความรีวิวที่เขียนสามารถขายให้แก่บริษัทที่ทำการตลาด หรือเปิดบล็อกขึ้นมาใหม่ในฐานะ Blogger ก็ได้ ดังที่เราเห็นตัวอย่างมากมาย ซึ่งการเป็นนักรีวิวสามารถมีรายได้จากการโฆษณา หรือมีผู้จ้างให้ช่วยเขียนรีวิวสินค้าในแบรนด์ต่าง ๆ ได้อีกมาก

จะเห็นได้ว่า การทำงานที่บ้านในปัจจุบัน มีความเปิดกว้างโดยเฉพาะผู้ที่อยากจะนำสิ่งที่อยู่รอบตัวมาสร้างรายได้ สามารถที่จะเรียนรู้ระบบอินเทอร์เน็ตและเทคนิคการขายออนไลน์ เพื่อนำมาเป็นช่องทางในการขายสินค้าและบริการที่ตนเองพอใจได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเดินทางไปทำงานให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น