ทำงานที่บ้านอย่างไรให้สดชื่น ตื่นตัวพร้อม WFH ตลอดเวลา

ทำงานที่บ้านอย่างไรให้สดชื่น ตื่นตัวพร้อม WFH ตลอดเวลา

ช่วงโควิดแบบนี้ หลายบริษัทออกมาตรการให้ work from home กันยกใหญ่เพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโรค แต่การทำงานอยู่บ้านคนเดียวแบบนี้ นอกจากจะรู้สึกเหงาแล้ว บรรยากาศก็ยังชวนง่วงอีกต่างหาก วันนี้เราจึงอยากจะมาแชร์ 4 เคล็ดลับทำงานที่บ้านอย่างไรให้สดชื่น ตื่นตัวพร้อม WFH ตลอดเวลาให้กับชาวออฟฟิศในช่วงนี้กัน 

1.อาบน้ำแต่งตัวให้สดชื่น

WFH ใช่ว่าไม่อาบน้ำทำงานยาว ๆ แล้วจะดีนะ เพราะบางทีการอยู่ในชุดนอนแล้วไม่อาบน้ำก็ทำให้เรารู้สึกไม่สดชื่นเหมือนเพิ่งตื่นนอนใหม่ ๆ ตลอดเวลา เมื่อบวกกับอากาศร้อน ๆ ของประเทศไทยแล้ว ก็เหงื่อออกเหนียวเหนอะหนะจนรู้สึกไม่สบายตัวกันไปเลยทีเดียว ดังนั้นเราควรอาบน้ำให้เรียบร้อย อาจจะแต่งตัวสบาย ๆ แต่ก็ไม่ถึงกับชุดนอนให้รู้สึกเหมือนทำงานจริง ๆ สักหน่อย สาวออฟฟิศก็แต่งหน้านิดหน่อย เผื่อที่ทำงานวิดีโอคอลมาประชุมงานก็จะได้มั่นใจในบุคลิกภาพ​

2.เอากิจวัตรวันทำงานมาใช้ 

แม้ว่าการ WFH จะมีช่วงเวลาที่ยืดหยุ่นและการทำงานที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายและสมองของเราปรับสภาพจากกิจวัตรเดิม ๆ ไปที่ส่งผลให้เรารู้สึกขี้เกียจทำงาน ตื่นสายหรือใช้เวลาไปกับเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องงานจนไม่เป็นระบบ ทางที่ดีเราควรสร้างกิจวัตรประจำวันให้เหมือนวันทำงานโดยมีเวลาตื่น พักเที่ยงและทำงานแบบเดิม หรือไม่ก็จัดตารางขึ้นมาใหม่อย่างเป็นระบบเพื่อให้เราได้ทำงานอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ แล้วก็อย่าลืมหาวันพักผ่อนให้กับตัวเองด้วยล่ะ 

3.ลุกระหว่างทำงาน

พอนั่งทำงานเป็นเวลานานก็อาจส่งผลให้ร่างกายเราเมื่อยล้า สายตาเสีย เส้นยึดหรือเกิดอาการปวดหลัง ไหล่และขาได้ เราควรละสายตาออกจากจอคอมพิวเตอร์ทุก​ ๆ​ 20​ นาที​ และลุกไปเปลี่ยนอิริยาบถ​ เดินไปมา​ สูดอากาศข้างนอก คุยกับคนที่บ้านหรือสัตว์เลี้ยงให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือจะออกกำลังกายแบบง่าย ๆ โยคะหรือท่ายืดเหยียดเพื่อให้กล้ามเนื้อ​เส้นเอ็นและข้อต่อ ได้ผ่อนคลาย​ และพร้อมสำหรับการทำงานได้ตลอดวัน

4.ตกแต่งมุมทำงานให้เลิศ 

บรรยากาศการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะช่วยให้เรารู้สึกดีกับการทำงานมากขึ้น ถ้าวัน ๆ เราอยู่กับโต๊ะเดิม ๆ ที่ไม่มีอะไรเลยก็อาจรู้สึกเบื่อจนไม่อยากทำงานได้ ง่าย ๆ เพียงแค่หาอะไรมาตกแต่งโต๊ะสักหน่อย อาจจะเป็นกรอบรูปภาพ ต้นไม้เล็ก ๆ เพิ่มพื้นที่สีเขียวพร้อมฟอกอากาศให้สดชื่น เลี้ยงปลาน้อย ๆ ไว้บนโต๊ะทำงานไว้มองเพลิน ๆ แก้เหงาใจ หรือเปลี่ยนไปใช้โต๊ะเก้าอี้ที่สวยงามและมีคุณภาพ บอกเลยว่าวิธีนี้แจ่มแน่นอน 

การเริ่มต้นทำงานที่บ้านในระยะแรก​ แน่นอนว่าจะต้องมีความไม่ลงตัวในหลาย​ ๆ​ อย่าง​ ก็อย่าเพิ่งท้อใจไป​ ขอให้ปรับไปทีละอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา​ทีละเปลาะ ก็จะมีความลงตัวมากขึ้นและทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ

วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้าน

วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้าน

ในสถานการณ์ที่โควิดกลับมาระบาดอีกแบบนี้ ใครหลายคนก็จำใจต้องทำงานที่บ้านตามนโยบายของบริษัทกัน แม้ว่าการทำงานที่บ้านอาจทำให้เรามีเวลามากขึ้น แต่ก็อาจทำให้ใครบางคนละเลยการดูแลสุขภาพของตัวเองระหว่างทำงานก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอนหรือการออกกำลังกาย วันนี้เราจึงมีข้อแนะนำ 5 วิธีการดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้านในช่วงโควิด-19 มาฝากกัน

1.ทานอาหารเพื่อสุขภาพให้ครบมื้อ
ยิ่งมีโอกาสอยู่บ้านแบบนี้ การทำอาหารก็กลายเป็นงานอดิเรกหลัก ๆ ของชาวออฟฟิศเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าจะให้ดีเราควรจะทานอาหารให้ครบมื้อเป็นเวลา แถมยังเลือกทำเมนูที่ตัวเองชื่นชอบได้ด้วยนะ หรือไม่ก็ถือโอกาสนี้ทำอาหารคลีนหรืออาหารเพื่อสุขภาพทานที่บ้านกัน นอกจากจะได้ฝึกทักษะการทำอาหารแล้ว ก็ได้หุ่นดี ๆ เป็นโบนัสแถมด้วย

2.ปรับพื้นที่ทำงานของตัวเอง
บางคนอาจประสบปัญหาปวดหลังปวดคอหรือเบื่อการทำงานอยู่ที่บ้าน ดังนั้นทางที่ดีเราควรปรับพื้นที่การทำงานของตัวเองด้วยโต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่มี่คุณภาพ และวางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการนั่งและระดับสายตา ตกแต่งโต๊ะและบริเวณโดยรอบ เพิ่มต้นไม้บ้างเล็กน้อยให้ดูสดชื่นมากยิ่งขึ้น

3.ออกกำลังกายวันละนิด
การทำงานอยู่บ้านอาจจะทำให้เราละเลยการออกกำลังกายไปไม่ต่างจากการทำงานข้างนอกเลย บางครั้งอาจจะเพลินจนลืมเวลา หากนั่งทำงานนาน ๆ ไปก็ปวดหลัง ไหล่ติด หลังค่อม ปวดตา ออกมาขยับร่างกายบ้างอย่างน้อยวันละ 30 นาที อาทิตย์ละ 3-4 วัน เช่น เต้นแอโรบิก เล่นโยคะ วิ่งลู่วิ่งไฟฟ้า เป็นต้น ชวนครอบครัวมาออกกำลังกายด้วยกันบ้าง จะได้ไม่เล่นคนเดียวจนเบื่อ

4.นอนให้เพียงพอ
อย่าทำงานเพลินหรือดูซีรีส์จนพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะอาจจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและตึงเครียดในช่วงกักตัวแบบนี้ได้ ดังนั้นเราควรจัดตารางเวลาในแต่ละวันอย่างเหมาะสม พักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ร่างกายจะได้สดชื่น พร้อมทำงานและกิจกรรมในวันต่อ ๆ ไปได้อย่างเต็มที่

5.เมื่อออกนอกบ้าน ต้องป้องกัน
ในเวลาที่ต้องซื้อกับข้าวหรือออกไปนัดพบปะคนข้างนอกเมื่อจำเป็น เราจะต้องปฏิบัติตามข้อป้องกันอย่างเคร่งครัดด้วยการใส่หน้ากากอนามัย วัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และลงทะเบียนกับแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ทุกครั้งเมื่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ความร่วมมือในการคัดกรอง

วิธีดูแลสุขภาพตัวเองเมื่อต้องทำงานที่บ้านที่เรานำมาฝากกันนี้เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ในช่วงกักตัว นอกจากดูแลสุขภาพพื้นฐานกันแล้ว ก็อย่าลืมหมั่นสังเกตตัวเองเมื่อมีอาการที่เข้าข่ายว่าจะเป็นโควิด-19 จะได้รีบไปตรวจหาเชื้อและเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนที่ปลอดภัย

6 เคล็ดลับทำงานที่บ้าน ปรับชีวิต Work Life balance

6 เคล็ดลับทำงานที่บ้าน ปรับชีวิต Work Life balance

ด้วยเทรนด์อาชีพที่เปลี่ยนไป ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยก้าวเข้าสู่สายอาชีพฟรีแลนซ์ โดยลักษณะการทำงานของอาชีพฟรีแลนส์สามารถทำงานที่บ้านได้ ทำให้หลายคนมีปัญหาเรื่องการจัดการเวลาในการทำงานจนส่งผลต่อสภาพจิตใจและสุขภาพร่างกาย เนื่องจากเวลาชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวขาดความสมดุล ซึ่งเคล็ดลับที่ช่วยปรับชีวิตให้มี Work Life balance มีดังนี้

1.แยกพื้นที่การทำงานและช่วงเวลาพักผ่อนออกจากกัน หลายคนจัดวางโต๊ะทำงานเอาไว้ในห้องรับแขก หรือห้องนอน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการทำงาน แต่ความสะดวกสบายในการทำงานส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว เพราะเราจะไม่สามารถพักผ่อนหรือโฟกัสกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้งานเสร็จช้าและสูญเสียช่วงเวลาพักผ่อน

2.เตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือในการทำงานให้พร้อม การจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบและจัดวางอุปกรณ์ หรือเครืองมือที่ใช้ในการทำงานเอาไว้เป็นสัดส่วน จะช่วยลดการเสียเวลาในการหาของ รวมถึงทำให้เราสามารถโฟกัสกับการทำงานได้เต็มที่ และสามารถหยิบจับอุปกรณ์มาใช้ในการทำงานได้ง่าย

3.จัดตารางการทำงาน แม้ว่าการทำงานฟรีแลนซ์จะไม่มีเจ้านายมาคอยควบคุมเวลาทำงาน แต่ก็ควรจัดตารางการทำงานด้วยตัวเอง เมื่อมีการจัดตารางเวลาไว้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตแบบ Work Life balance อย่างเหมาะสม รวมถึงกำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์เพื่อลดความเครียดและเหนื่อยล้าของสมองและร่างกาย

4.หยุดการติดต่อสื่อสาร การทำงานฟรีแลนซ์ทำให้เราต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง จนทำให้หลายคนติดนิสัยออนไลน์ตลอดเวลา แม้ว่าการติดต่อสื่อสารจะทำให้เรามีคอนเน็กชันเพิ่ม แต่ก็ควรหยุดพักในช่วงเวลาส่วนตัวบ้างเพื่อให้เราได้ออกไปใช้ชีวิตได้เต็มที่ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การแยกเบอร์และช่องทางติดต่อในการทำงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกัน

5.ออกไปสู่โลกภายนอก การอยู่แต่ในบ้านเพื่อทำงานและพักผ่อนโดยไม่ออกไปรับลมชมบรรยากาศของโลกภายนอกนั้นเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเครียดสะสมได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงควรหาเวลาในช่วงวันหยุดออกไปพบปะผู้คนในสถานที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่บ้านบ้าง

6.ตั้งเป้าหมายในการทำงาน หากต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ควรตั้งเป้าหมายการทำงานต่อวันเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการทำงาน รวมถึงช่วยให้เราสามารถตอบลูกค้าได้ทันทีว่างานจะเสร็จสิ้นภายในวันไหน หรือมีความคืบหน้าของงานอย่างไรบ้าง รวมถึงทำให้เราสามารถจัดสรรเวลาทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและลดการรบกวนช่วงเวลาส่วนตัว

โดยสรุปแล้วการจัดสรรชีวิตฟรีแลนซ์ให้มีความสมดุลแบบ Work Life balance สามารถทำงานที่บ้านได้ง่าย ๆ ด้วยการจัดพื้นที่การทำงานแยกออกจากพื้นที่พักผ่อน จัดสรรเวลาการทำงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกัน เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเครียดจากการทำงานและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพักผ่อนได้ดีขึ้น

อาชีพอะไรที่มีแนวโน้มทำงานที่บ้านมากขึ้น

อาชีพอะไรที่มีแนวโน้มทำงานที่บ้านมากขึ้น

ในปัจจุบันเป็นช่วงที่ไวรัสโควิดระบาด บริษัทและผู้ประกอบการธุรกิจทั่วโลกจึงมีการปรับเปลี่ยนลดต้นทุนในการทำงานมากขึ้น ควบคู่กับการปฏิบัติตามนโยบาย social distance หรือมีระยะห่างทางสังคม ด้วยการให้พนักงานทำงานที่บ้านมากขึ้น หรือที่เรียกว่า work from home (WFH)​ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีแนวโน้มทำงานแบบ WFH มากขึ้นเรื่อย ๆ

เรามาดูกันว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่มีแนวโน้มทำงานจากที่บ้านมากขึ้น

1.ผู้พัฒนาเว็บไซต์
การทำงานด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต รวมถึงการดูแลพัฒนาเว็บไซต์เป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากนัก การทำงานด้านพัฒนาเว็บไซต์ถือว่าเป็นงานยอดนิยมที่สอดคล้องกับยุค 5G มีรายได้ดีอันดับต้น ๆ ในสายไอที ซึ่งสายงานนี้เหมาะแก่การทำงานที่บ้านอย่างยิ่ง เพียงมีโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วสูง ก็สามารถทำงานได้อย่างไม่สะดุดแล้ว

2.เป็นผู้แปลภาษา
งานแปลภาษามีความจำเป็นมากขึ้นในยุคนี้ เพราะภาษาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อธุรกิจประสานงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีหลายภาษาที่จำเป็น เช่น ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ หากคุณมีความสามารถในการแปลภาษา หรือทำงานเป็นล่าม ก็สามารถทำงานจากที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องเดินทางเลย โดยผู้รับจ้างสามารถรับงานประเภทคลิปหรือสื่อมีเดียจากผู้ว่าจ้างและส่งตามกำหนดเวลา

3.ติวเตอร์ให้ความรู้
การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันใช้ระบบอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น และยังมีคนที่อยู่ในวัยทำงานแล้ว​ แต่ยังสนใจพัฒนาตัวเองอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ด้านภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ภาษาอังกฤษ ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมไอทีต่าง ๆ จึงมีความต้องการผู้สอนหรือติวเตอร์ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ผู้ที่ถนัดงานสอนจึงสามารถทำงานที่บ้านได้ง่าย ๆ ด้วยการอัดคลิปหรือไลฟ์สด สอนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มก็ได้ โดยใช้ช่องทางแพลตฟอร์มสาธารณะอย่าง Facebook และ YouTube ในการสื่อสาร เป็นต้น

4.นักเขียน
งานนักเขียนจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะธุรกิจด้านสุขภาพ อาหาร แฟชั่น ฯลฯ กำลังทยอยเข้าสู่ระบบออนไลน์ ทำให้ทุกเว็บไซต์ต่างต้องการเนื้อหาสาระใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มอันดับ SEO ทำให้เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น อาชีพนักเขียนออนไลน์จึงเป็นอีกงานที่มีแนวโน้มจ้างงานสูงและสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้เทคนิคในการเขียนตามแนวที่ Google กำหนดด้วย

การทำงานที่บ้านมีแนวโน้มได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นในอนาคต และนับว่าเป็นช่องทางของการประกอบอาชีพใหม่ ๆ ที่มีรายได้สูงมากขึ้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองหาอาชีพที่สามารถทำงานได้จากที่บ้าน ขอเพียงค้นหาตัวเองว่าเหมาะสมกับงานอะไร และมีความมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองในสายงานนั้น ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอน

วิธีขจัดอุปสรรคเพื่อให้ทำงานที่บ้านได้ผลดี

วิธีขจัดอุปสรรคเพื่อให้ทำงานที่บ้านได้ผลดี

หลายคนเริ่มทำงานจากที่บ้านมาพักใหญ่แล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเลยเพราะมีอุปสรรคมากมายไม่ว่าจะเป็นเสียงรบกวนของลูก ๆ การทำงานบ้านที่ไม่จบไม่สิ้น หรือสัตว์เลี้ยงตัวป่วนป้วนเปี้ยนหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำให้เสียสมาธิ วิธีแก้ปัญหาเหล่านี้คือการปรับสภาพพื้นที่ทำงานให้มีสภาพแวดล้อมแบบโฮมออฟฟิศที่ช่วยให้ได้ทำงานจริง ๆ ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาแนะนำเคล็ดลับทำงานที่บ้านอย่างไรให้ประสบความสำเร็จกัน

1.เริ่มต้นตื่นแต่เช้า ก่อนหน้านี้เคยเดินทางไปออฟฟิศอย่างไร ควรตื่นตอนเช้าให้รู้สึกเหมือนพร้อมจะไปทำงาน กำหนดรายการสิ่งที่ต้องทำ แล้วเริ่มทำงานทันทีที่ตื่นนอน เราทำอะไรได้มากมายในช่วงเช้าตรู่ เริ่มจับงานชิ้นแรกแล้วทยอยทำไปทีละอย่างตลอดทั้งวัน การตื่นสายยื้อเวลาไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้ความเกียจคร้านเข้าครอบงำจะทำให้แรงจูงใจหมดไป และอาจเปลี่ยนใจจากคอมพิวเตอร์มาที่หมอนแทน

2.จัดตารางเวลาทำงานที่บ้านเหมือนที่ทำในสำนักงาน การทำงานไปเรื่อยแบบไม่มีเป้าหมายอาจหมดไฟหรือเสียสมาธิไปกับอย่างอื่นได้ง่าย ควรวางแผนว่าเวลาไหนควรทำงาน หยุดพักตอนไหน และทำให้เสร็จตามกำหนด วิธีการหยุดพักควรหยุดจริง ๆ ลุกออกจากโต๊ะทำงานไปเดินเล่นข้างนอกหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ในบ้าน ไม่ควรเปิด YouTube ดูคลิปหรือใช้โซเชียลมีเดีย

3.การทำงานจากที่บ้านไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่กับบ้าน ถ้าในบ้านมีเสียงดังและสิ่งรบกวน เปลี่ยนเป็นโฮมออฟฟิศไม่ได้จริง ๆ ลองมองห้องสมุด ร้านกาแฟ หรือหรือสถานประกอบการอื่น ๆ ที่เปิดใช้งาน Wi-Fi เพื่อใช้เป็นออฟฟิศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเงียบช่วยให้ทำงานได้ดีกว่า ควรจัดพื้นที่ทำงานโดยเฉพาะและเป็นสัดส่วนเพื่อให้ตั้งใจทำงานจริงจัง ช่วยให้มีสมาธิและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4.ตั้งเป้าหมายไม่ยุ่งกับ Facebook, Line และโซเชียลมีเดียในระหว่างทำงาน ถึงจะเปิดดูเพียงสองสามนาทีแม้ไม่เสียเวลามากแต่ก็ทำให้เสียสมาธิในการทำงานโดยไม่รู้ตัว และส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากนี้ควรกำหนดเวลาการเข้าเช็คอีเมลและลบการแจ้งเตือนอัตโนมัติ

5.เลือกเวลาที่ทำงานแล้วมีประสิทธิผลสูงสุด เมื่อทำงานที่บ้าน แน่นอนว่าไม่มีใครกำหนดเวลาทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น คนเรามีเวลาที่พร้อมทำงานแตกต่างกัน ควรใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่ได้ประสิทธิผลมากที่สุด หากตอนเช้าวุ่นวายกับการส่งลูกไปโรงเรียนและงานบ้านอื่น ๆ จนเหน็ดเหนื่อยส่งผลให้แรงจูงใจในการทำงานลดลง แนะนำให้ทำภารกิจทุกอย่างให้เสร็จ ดื่มชาหรือกาแฟให้ตื่นตัวและตั้งสมาธิให้ดี จากนั้นจึงตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่

6.จดจ่อกับสิ่งที่ทำ เรียนรู้วิธีจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าไขว้เขวเพราะจะทำให้เสียเวลาและเสียแรงทำงานมากขึ้น หากทำได้ตามคำแนะนำ คุณจะพบว่าสามารถทำงานเสร็จเร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ในการทำงานทุกอย่างจะต้องวางแผนล่วงหน้าว่าวันพรุ่งนี้จะทำงานอะไรบ้าง มีวินัยกับแผนงาน ยืดหยุ่นได้ตามต้องการแต่จะต้องไม่บ่อยนัก แนะนำให้ทำปฏิทินออนไลน์และแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลา ซึ่งจะช่วยให้บริหารจัดการเวลาทำงานที่บ้านง่ายขึ้น

ทำงานที่บ้านหรือสำนักงานดีกว่ากัน

ข้อดีของการทำงานที่สำนักงาน

เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากในเวลานี้ ทำให้ทั้งโลกติดต่อกันง่ายมากขึ้น ทำให้แม้จะห่างกันครึ่งซีกโลกก็ยังสามารถพบปะพูดคุยกันได้ เกิดการสั่งสินค้าจากอีกประเทศ เผยแพร่วัฒนธรรมการกินอยู่ของแต่ละประเทศได้ง่ายขึ้น บางครั้งไม่จำเป็นต้องไปถึงประเทศนั้นด้วยตัวเอง ก็สามารถดูข้อมูลได้จากอินเทอร์เน็ต อ่านรีวิว หรือบทความเพื่อหาความรู้ได้เอง มีคลิปวิดีโอสอน หรือให้ความรู้มากมาย รวมถึงการทำงานด้วย เมื่อมีเทคโนโลยีที่ดีเข้ามาทำให้สามารถทำงานได้แทบทุกที่และตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศเพื่อไปทำงานอีกต่อไป จึงเกิดประเด็นข้อสงสัยว่าระว่างการ ทำงานที่บ้าน กับ การทำงานที่สำนักงานนั้น แบบไหนดีกว่ากัน ซึ่งเราได้นำข้อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย มาให้พิจารณากัน

ทำงานที่สำนักงาน

ข้อดีของการทำงานที่สำนักงาน

การประสานงานแต่ละแผนก หรือภายในแผนกเป็นไปได้ง่าย เพราะสามารถเห็นหน้า พูดคุยได้โดยตรง

ทราบเวลาปฏิบัติงานที่แน่นอน พนักงานต้องมีวินัย

พนักงานมีปฏิสัมพันธ์ มีสังคมในสำนักงาน สังคมกว้างขึ้น

มีบุคลากร พนักงาน เจ้านายคอยช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา

มีการพัฒนาศักยภาพในการทำงานแน่นอน เนื่องจากพบเจอผู้มีประสบการณ์มากกว่าเราในสำนักงาน

เหมาะสำหรับพนักงานใหม่ ที่ยังไม่มีประสบการณ์หรือประสบการณ์ในการทำงานน้อย เพื่อให้มีเพื่อนร่วมงานสอนงาน

ข้อเสียของการทำงานที่สำนักงาน

ต้องเดินทาง การเดินทางแต่ละวันทำให้เสียรายได้และเวลาไปมาก

เกิดปัญหาในด้านของบุคคลได้ง่ายเนื่องจาก นินทาว่าร้าย มีการเมืองในสำนักงาน

มีกฎระเบียบในสำนักงาน

การทำงานแบบเดิม ๆ ในทุกวัน ทำงานเป็นเวลา อาจทำให้เกิดอาการเบื่อหน่าย

บริษัทมีค่าใช้จ่ายสูงในการให้พนักงานทำงานที่บริษัท เช่น ค่าเช่าสำนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอุปกรณ์ทำงาน เป็นต้น

ทำงานที่บ้าน

ข้อดีของการทำงานที่บ้าน

มีอิสระ จัดสรรเวลาในการทำงานเอง

ตื่นมา ก็เริ่มทำงานได้ทันที ไม่ต้องเดินทางไปทำงาน

ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากมีสมาธิ ไม่ค่อยมีสิ่งรบกวนมากเท่าออฟฟิศ

ทำงานได้หลายอย่างในหนึ่งวัน

ช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัท เนื่องจากพนักงานไม่ได้เข้าออฟฟิศ

เหมาะกับคนที่มีวินัยสูง มีความรับผิดชอบสูง และสามารถควบคุมตนเองได้ เนื่องจากต้องจัดการเวลาในการทำงานเอง และเหมาะกับประเภทงานอิสระ ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับแผนกอื่นมากทำงานที่บ้านหรือสำนักงานดีกว่ากัน

ข้อเสียการทำงานที่บ้าน

ไม่มีสังคมเพื่อนร่วมงาน

ไม่มีมีบุคลากร พนักงาน เจ้านายคอยช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา

ต้องมีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เพียงพอกับการทำงาน

พนักงานต้องมีวินัยและความรับผิดชอบ เพื่อทำงานให้สำเร็จ

ไม่เหมาะสำหรับพนักงานใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในตำแหน่งนั้น ๆ

จะเห็นได้ว่าการทำงานที่สำนักงานหรือการทำงานที่บ้าน ต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและลักษณะประเภทของงาน ซึ่งแต่ละคนย่อมมีเหตุผล ความจำเป็น หรือความถนัดแตกต่างกันออกไป หลายคนไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ เพราะรู้ตัวเองว่าขาดวินัยและไม่มีแรงกระตุ้น จึงต้องการทำงานที่สำนักงานมากกว่า แต่บางคนที่ไม่ชอบความวุ่นวาย ต้องการอิสระในการจัดการเวลาทำงานเองได้ ก็เลือกทำงานที่บ้านแทน หางานตามความถนัดและมีวินัยในการทำงานมากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ สิ่งสุดท้ายที่ต้องไม่ลืมคือ ต้องมีรายได้ที่เพียงพอและมีความสุขในการทำงานด้วย

สิ่งที่เจ้าของบริษัทควรคิดถึง ในการให้พนักงานทำงานที่บ้าน

สิ่งที่เจ้าของบริษัทควรคิดถึง ในการให้พนักงานทำงานที่บ้าน

ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ในสมัยนี้ได้มีการปรับตัวเรื่องการทำงานด้วยการเปลี่ยนจากการทำงานที่ออฟฟิศมาเป็นการทำงานที่บ้านกันแล้วทั้งนั้น ถ้าองค์กรของคุณกำลังคิดวางแผนจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานมาเป็นที่บ้านกันอยู่ เรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่เจ้าขององค์กรควรคำนึงถึง

เจ้าขององค์กร ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

ประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าหรือไม่ : ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เปลี่ยนมาทำงานที่บ้านแล้วจะสามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานให้เท่าเดิมได้ ฉะนั้นผู้บริหารควรคำนึงถึงประสิทธิภาพในการทำงานหลังจากให้องค์กรเปลี่ยนไปทำงานที่บ้านด้วย

การบริหารค่าใช้จ่ายที่อาจต้องปรับ : แน่นอนว่าการทำงานที่บ้านจะทำให้ค่าใช้จ่ายขององค์กรลดลงแน่นอน ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารแล้วล่ะที่จะต้องคิดว่าจะนำค่าใช้จ่ายที่ลดลงนี้ไปต่อยอดด้านไหนให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง

ทุกคนต้องปรับตัว : สำหรับการเปลี่ยนสถานที่ทำงานจากออฟฟิศมาเป็นบ้านหรือนอกสถานที่นั้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเพราะทุกคนจะต้องควบคุมและรับผิดชอบหน้าที่ให้บรรลุตามเป้าหมายได้ด้วยตัวเองนั่นเอง

ความชัดเจนของหน้าที่ยังเหมือนตอนที่ทำงานในออฟฟิศ : การทำงานจากที่บ้านอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เพราะแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองและมีบางหน้าที่ที่จำเป็นต้องยกให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ดูแล ฉะนั้นการวางหน้าที่ให้ พนักงานทำงานที่บ้าน อย่างชัดเจน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อย

เทคโนโลยีหรือ software ตัวไหนที่เหมาะกับการทำงานที่บ้านสำหรับองค์กรของคุณ : การทำงานที่บ้านจะทำให้ขั้นตอนการทำงานหลายอย่างถูกตัดออกไป และการไม่ได้พบปะกันในที่ทำงานนั้นควรมีเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานขององค์กรยังคงราบรื่นต่อไป โดยเครื่องมือเหล่านี้ยังช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นกว่าตอนทำที่ออฟฟิศได้อีกด้วย

การสนับสนุนให้พนักงานได้พัฒนาตัวเอง : แม้ว่าการทำงานที่บ้านจะทำให้คนในองค์กรไม่ได้มาเจอกัน แต่องค์กรก็ควรสนับสนุนให้พนักงานทุกคนได้ฝึกทักษะและพัฒนาตัวเองต่อไป

การมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน : ไม่ว่าองค์กรของคุณจะเปลี่ยนสถานที่ไปทำงานที่บ้านหรือไม่ว่าจะเป็นที่ไหน สิ่งที่ทุกคนควรคำนึงถึงก็คือ เรื่องเป้าหมายขององค์กร เพื่อให้แต่ละคนยังสามารถทำงานได้ตามความคาดหวังที่องค์กรกำหนดไว้

การทำงานที่บ้านนั้น ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ที่กำลังมาแรงเฉพาะในบริษัท start-up เท่านั้น แต่ยังเป็นวิถีชีวิตของการทำงานที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงองค์กรของคนทั่วโลกเลยทีเดียว ถ้าคุณมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำงานมาเป็นที่บ้านแล้วล่ะก็ ลองนำข้อคิดทั้ง 7 ข้อที่เรานำมาฝากในวันนี้ไปปรับใช้ต่อไป

เจ้าขององค์กร ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

อาชีพ ทำงานที่บ้าน รายได้พอเลี้ยงครอบครัว

อาชีพ ทำงานที่บ้าน รายได้พอเลี้ยงครอบครัว

การทำงานไกลบ้าน ตื่นแต่เช้ามืด ออกจากบ้านตอนฟ้าสาง รถติดจนฟ้าสว่าง ก็ยังไม่ถึงที่ทำงาน เย็นออกจากที่ทำงาน ถึงบ้านดึก งานแบบนี้ใครหลายคนคงไม่ปรารถนาจะทำสักเท่าไหร่ ถึงจะเป็นงานที่ค่าตอบแทนสูง แต่พอคิดหักรายจ่ายทั้งหลายแล้ว กลับแค่พออยู่ไปเป็นเดือน ๆ ทำให้หลายคนอยากหางานทำใกล้บ้าน หรือหางานทำที่บ้าน เพื่อลดรายจ่ายในส่วนอื่น และเงินเก็บที่เพิ่มขึ้น

งานที่สามารถทำที่บ้านและมีกำไร

งานขายของออนไลน์ ว่าไม่ได้เลยว่ายุคนี้เป็นยุคของการ ขายของออนไลน์ คนเริ่มหันมาจับจ่ายซื้อขายกันทางออนไลน์มากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถหาแหล่งสินค้าและเลือกสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดมาขายได้ แต่ช่วงแรกของการขายอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิด อาจจะต้องทนรอ 3-6 เดือน เพื่อให้ร้านเป็นที่รู้จัก มีหลายเว็บไซต์ที่แบ่งพื้นที่ให้ลงขาย เช่น Shopee, LAZADA, Kaidee, Lnwshop, Ebay เป็นต้น งานขายของออนไลน์สามารถสร้างกำไรให้คุณได้ จนรายได้พอเลี้ยงครอบครัวเลยล่ะ

งานฝีมือ งานฝีมือหรืองานแฮนด์เมด มีให้ทำหลากหลายงาน เช่น การเย็บกระเป๋า ทั้งกระเป๋าสตางค์ กระเป๋าถือ กระเป๋าสาน การถักโครเชต์ การถักลูกไม้ ทำสบู่แฟนซี ร้อยลูกปัด สมุดทำมือ เครื่องประดับ สร้อย แหวน กำไล ประดิษฐ์ของชำร่วย พับเหรียญโปรยทาน เป็นต้น ซึ่งงานฝีมือเหล่านี้สามารถรับเป็นงานจ้าง โดยหางานได้จากเว็บไซต์ หรือทำขายเองตามหน้าร้านหรือเว็บไซต์ก็ได้อีกทาง

การรับจ้างทำงานโหล การรับจ้างทำงานโหลจากโรงงาน จากเว็บไซต์ เป็นงานที่สามารถทำได้ที่บ้านหรือจะรับทำเป็นอาชีพเสริมหลังเลิกงานก็ได้ เพียงแต่คุณต้องมีความสามารถตรงตามต้องการกับที่ผู้ว่าจ้างกำหนด มีความรับผิดชอบ ส่งตรงเวลา ซื่อสัตย์ ส่งงานครบตามที่รับมา การรับจ้างทำงานโหลมีหลายรูปแบบ เช่น

1. การแพ็กสิ่งของ เช่น ยางรัดผม กิ๊บ กระดุม ชองชำร่วย ต่างหู

2. การพับ เช่น การพับถุงกระดาษ พับถุงกาแฟ พับถุงป๊อปคอร์น พับซองการ์ด

3. การตัด เช่น การตัดริบบิ้น การฉีกเชือกฟาง

แต่ก่อนที่จะรับจ้างทำงานโหล ควรตรวจสอบร้าน นายจ้าง โรงงาน เป็นอย่างดี ป้องกันความเสี่ยง โดนหลอก โดนโกง หลีกเลี่ยงงานที่มีลักษณะขอเก็บเงินค่าวัสดุ ค่ามัดจำต่าง ๆ จากเรา เพราะโอกาสถูกโกงสูงมาก ดังที่มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

รับจ้างดูแลเพจ เฟสบุ๊ก โซเชียลมีเดีย แอดมินดูแลเพจหรือการรับจ้างดูแลเพจ เฟสบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์แอด สามารถทำงานได้ง่าย ๆ ทุกที่ทุกเวลา ขอแค่เพียงมีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือแค่มีโทรศัพท์สักเครื่องก็พอ ทำหน้าที่ดูแล ตอบคำถาม รับออเดอร์ หรือบางครั้งอาจะรวมไปถึงการทำแบนเนอร์โฆษณา ดูแลคอนเทนต์ รูปภาพโฆษณา ซึ่งการเป็นแอดมิน ต้องมีการโพสต์อย่างสม่ำเสมอและน่าสนใจ

เปิดร้านเป็นเจ้าของธุรกิจเอง ถ้าบ้านใครอยู่ในละแวกชุมชน มีคนสัญจรผ่านไปมา ก็สามารถเปิดร้านขายของเองทำธุรกิจเล็ก ๆ หน้าบ้าน เช่น ขายขนมปัง ขนมไทย เบเกอรี่ อาหารกล่อง เครื่องดื่ม เป็นต้น หรือถ้าใครสถานที่ไม่อำนวยก็สามารถขายในช่องทางออนไลน์ได้

การ ทำงานที่บ้าน นอกจากจะได้อยู่ใกล้ครอบครัว ลดค่าใช้จ่าย ยังสามารถมีงานที่ทำให้เกิดรายได้ พอเลี้ยงครอบครัว แต่ยังไงก็ตามแต่ งานทุกงานต้องอาศัยความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นอดทนเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ ดังนั้น การทำงานที่บ้าน ก็ต้องใช้หลักการนี้เช่นกัน

งานที่สามารถทำที่บ้านและมีกำไร

ทำไมบริษัทยุคใหม่ถึงหันมาจ้างให้พนักงานทำงานที่บ้าน

ทำงานที่บ้านช่วยแก้ปัญหางานในออฟฟิศ

สมัยนี้ การทำงาน ที่บ้านไม่ได้เป็นสไตล์การทำงานของคนที่เป็นฟรีแลนซ์อีกต่อไปแล้ว เพราะหลายบริษัทมีการปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานจากนั่งประจำออฟฟิศมาเป็นการทำงานที่บ้านมากขึ้น ว่าแต่การทำงานรูปแบบนี้จะมีข้อดีและช่วยแก้ปัญหาการทำงานในออฟฟิศได้อย่างไรบ้างเรามาดูกัน

ทำงานที่บ้านช่วยแก้ปัญหางานในออฟฟิศ

ประหยัดค่าใช้จ่ายที่ต้องเช่าสำนักงานรวมถึงค่าน้ำค่าไฟและค่าบริหารจัดการอื่นๆ

การมีออฟฟิศไม่ได้มีเพียงค่าเช่าสถานที่เท่านั้นแต่ยังมีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบำรุงสถานที่และค่าใช้จ่ายจิปาถะ เช่น ค่าป้องกันอัคคีภัย ค่าประกันที่ต้องชำระล่วงหน้า แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะหมดไปแค่เปลี่ยนมาเป็นการให้พนักงานทำงานที่บ้าน ซึ่งบริษัทยังสามารถนำเงินที่จะเช่าออฟฟิศไปเป็นรางวัลให้กับพนักงานหรือสวัสดิการอื่นๆ ได้อีกด้วย

ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมืองที่เปลี่ยนไป

คนเมืองส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ตัวอย่าง คนกรุงเทพฯ ที่ต้องใช้เวลาบนท้องถนนมากพอๆ กับเวลาทำงานเกือบทั้งวัน ทำให้หลายคนเลือกตัดปัญหาที่ต้องใช้ชีวิตบนถนนเป็นระยะเวลานานๆนี้ออกไปแต่ยังสามารถทำงานได้ ซึ่งนั่นก็คือการทำงานที่บ้านนั่นเอง

การทำงานที่บ้านอาจทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ได้ดีกว่าการไปนั่งในออฟฟิศ

เราสามารถบอกได้ว่าการทำงานที่บ้านนั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยมีหลายบริษัทที่ทำการทดลองเปรียบเทียบพนักงานทำงานที่บ้านกับพนักงานทำงานที่ออฟฟิศ ปรากฎว่าพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

เป็นการลดอุปสรรคในการทำงานที่ไม่จำเป็นออกไป

เราจะเห็นได้ว่าปัญหาเรื่องการตอกบัตรหรือแกสนนิ้วเพื่อเข้าออกงานล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการทำงานมากเท่ากับผลลัพธ์และวิธีการดำเนินงาน แต่กลับเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายองค์กรต้องการให้พนักงานทำต่อไป

พนักงานป่วยน้อยลง

หลายครั้งการลาป่วยของพนักงานนั้นมาจากความเครียดสะสมจากที่ทำงาน เพราะต้องรับความกดดันหลายอย่างตั้งแต่เดินเข้าออฟฟิศไปและไม่มีสถานที่หรือวิธีการจัดการกับความเครียดเหล่านี้ออกไปได้จึงเป็นสาเหตุของการป่วยในที่สุด

ช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานให้น้อยลงได้

การลาออกของพนักงานเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องกุมขมับเพราะทำให้งานไม่ต่อเนื่องและยังสื่อถึงวัฒนธรรมองค์กรบางอย่างอีกด้วย ซึ่งการทำงานที่บ้านที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนทำงานมากขึ้นนั้นสามรถช่วยลดอัตราการลาออกนี้ได้

ถ้าบริษัทของคุณยังอยู่ในสไตล์การทำงานที่ให้พนักงานต้องตื่นนอนตอนเช้าเพื่อแสกนนิ้วเข้างานและออกงานช่วงดึกรวมถึงยังต้องทำโอทีด้วยล่ะก็อาจถึงเวลาที่ต้องคิดถึงสไตล์การทำงานจากที่บ้านแล้วล่ะ

ทำไมบริษัทยุคใหม่ถึงหันมาจ้างให้พนักงานทำงานที่บ้าน

อะไรคือข้อดีของการทำงานที่บ้าน มีดีมากกว่าที่คิด

อะไรคือข้อดีของการทำงานที่บ้าน มีดีมากกว่าที่คิด

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ชอบอิสระ จึงชอบสไตล์การทำงานจากที่บ้าน ซึ่งผู้ปกครองหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย และยังไม่รู้ถึงข้อดีอีกหลายด้าน ซึ่งเราได้รวมข้อดีที่น่าสนใจจากการทำงานที่บ้านมาฝากกัน ดังนี้

ทำงานที่บ้าน ดีอย่างไร

1. ไม่มีค่าเครื่องแต่งกายและเครื่องสำอาง

การทำงานที่บ้านไม่จำเป็นต้องแต่งตัวสวยงามหรือแต่งหน้าทำผม จึงไม่มีค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง เป็นวิธีที่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายพันบาทต่อเดือน หากนำเงินส่วนนี้ไปเป็นเงินเก็บหรือต่อยอดด้านการลงทุนในหุ้น ก็จะมีส่วนผลกำไรหรือปันผลตอบแทนกลับมาได้อีกด้วย

2. ไม่ต้องเผชิญปัญหารถติด

ปัญหารถติดถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องเจอทุกวันถ้าทำงานออฟฟิศ เพราะเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของคนกรุงเทพฯและเมืองใหญ่ ผู้คนต้องใช้เวลาในแต่ละวันประมาณ 2-3 ชั่วโมงเพื่อการเดินทางและยังต้องเผชิญกับภาวะความเครียดบนท้องถนน การทำงานที่บ้านเท่ากับตัดปัญหาความเครียดจากสิ่งแวดล้อมไปได้อย่างมาก

3. ช่วยประหยัดค่าเดินทางและค่าอาหาร

การเดินทางด้วยรถส่วนตัวต้องมีค่าทางด่วน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง หรือถ้าใช้บริการรถสาธารณะ ก็ต้องมีค่าบริการรายวันหรือรายเดือน ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้วอาจเท่ากับ 1 ใน 3 ของเงินรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน สำหรับค่าอาหารก็เป็นสิ่งที่ตามมาเช่นกันเมื่อทำงานในระบบออฟฟิศ เพราะทุกคนต้องรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนฝูง ทำให้มีรายจ่ายหลายพันบาทต่อเดือน หากทำงานที่บ้านก็เท่ากับคุณสามารตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้อย่างแน่นอน

4. สามารถทำงานได้หลายอย่างพร้อมกัน

หากคุณทำงานที่ออฟฟิศ คุณจะต้องทำงานในบทบาทหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ถ้าจะขายของออนไลน์ การเขียนบทความขาย การเล่นหุ้น ฯลฯ ระหว่างทำงานด้วย ก็จะทำให้ถูกหัวหน้าตำหนิเอาได้ การทำงานที่บ้านจึงเป็นช่องทางที่ทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ต้องการได้พร้อมกันที่จะทำให้มีรายได้เข้ามาจากหลาย ๆ ทาง โดยที่คุณใช้เวลาเท่าเดิม

5. มีเวลาให้กับการออกกำลังกาย

หลายคนอ้างว่าการทำงานทุกวันก็มีทั้งความเครียดและต้องใช้เวลากับการเดินทาง ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับการออกกำลังกายเลย ดังนั้น ถ้าคุณเปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน คุณจะสามารถจัดสรรเวลาให้กับตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ความเครียดน้อยลง คุณจะมีเวลาออกกำลังกายที่ชอบได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ซึ่งคุณก็สามารถที่จะไปเข้าฟิตเนสได้ตลอดเวลา

จะเห็นได้ว่า การทำงานที่บ้านสามารถที่จะทำให้คุณได้รับประโยชน์หลากหลายด้าน ทั้งนี้ก็ควรเลือกงานที่เหมาะสมกับความชอบและทักษะของตัวเอง เพื่อให้มีรายได้ที่เลี้ยงตัวเองและมีความสุขในทุก ๆ วันได้เป็นอย่างดี

ทำงานที่บ้าน ดีอย่างไร